<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Chaos | SunDay</title>
	<atom:link href="https://sunday.tripinchiangmai.com/category/chaos/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://sunday.tripinchiangmai.com</link>
	<description>Article</description>
	<lastBuildDate>Sat, 18 Aug 2018 10:20:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=5.8.1</generator>
	<item>
		<title>&#8220;พุทธทาส&#8221; กับทฤษฎีไร้ระเบียบ สืบทอดปณิธานท่านพุทธทาส(จบ)</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-2.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 10:08:06 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=49</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อเราได้เดินทางสืบค้นภูมิปัญญาของท่านพุทธทาสมาจนถึงบทนี้ เราจะพบว่าท่านพุทธทาสมี &#8220;อินทรีย์พิเศษ&#8221; ที่ทำให้ท่านมองได้อย่างแหลมคมและลึกซึ้งกว่าคนธรรมดาหลายสิบปี เนื่องจากท่านเดินบนเส้นทาง &#8220;พุทธมรรควิถี&#8221; อย่างแท้จริง ทำให้ท่านไม่จำเป็นจะต้องยึดมั่นถือมั่นดังที่ท่านได้บรรยายในหัวข้อ &#8220;หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น&#8221; เมื่อท่านไม่ยึดติดกับเปลือกท่านจึงพลิกแพลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในการที่จะสื่อสารให้คนธรรมดาสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ตื่น ผู้รู้ และผู้เบิกบานได้ ท่านจึงสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาตร์ นำเรื่องจิตวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) หรืออัลเฟรด อาดเลอร์ (Alfred Adler) มา ทดลองใช้ในการสอนธรรมะได้ ท่านพุทธทาสยังคงให้ความสนใจเรื่องศิลปะและใช้งานศิลป์เป็นเครื่องมือในการแสดงธรรม ดังตัวอย่างที่ท่านได้บรรยายในหัวข้อ &#8220;ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก&#8221; และได้สร้างโรงมหรสพทางวิญญาณขึ้นดังข้อความบางตอนที่ท่านได้เขียนจดหมายถึงสหายธรรมทาน &#8220;&#8230;อนึ่ง ขอวิงวอนผู้สนใจในการประกาศธรรมจงได้ร่วมมือกันสร้าง &#8220;โรงหนัง&#8221; แบบนี้ในลักษณะ ที่เหมาะแก่ท้องถิ่นของตัวกันขึ้นให้ทั่วหัวระแหงด้วยเถิด จะเป็น moral rearmament ทางศีลธรรมที่มีลักษณะเป็น dynamic อันมองไม่เห็นตัวอย่างรุนแรงในบรรยายกาศทั่วไป เพื่อประโยชน์แก่สันติภาพอันถาวรของมนุษย์เรา&#8230;&#8221; ท่านพุทธทาสท่านก้าวเร็วล้ำหน้าคนทั่วไปมากจนสิ่งที่ท่านพร่ำเตือนไว้เมื่อกว่า 50 ปีก่อนจึงยังไม่เข้าสู่หัวใจคนไทย เพราะคนทั่วไปยังไม่ประสบกับอันตรายอย่างชัดเจน แต่วันนี้สถานการณ์ของความเร้าร้อนรุนแรง (turmoil) มันอยู่รอบตัวเราทุกๆ วัน ตั้งแต่ความรุนแรงของวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ ความเสื่อมทางศีลธรรมของผู้นำทุกระดับและทุกวงการ จนถึงภัยพิบัติจากธรรมชาติ และการฆ่าฟันรายวันในทุกภาคโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ ไฟกำลังไหม้ห้องเก็บของของบ้านเราแล้ว ถ้าเราไม่ช่วยกันดับไฟนี้เราจะไม่มี &#8220;บ้าน&#8221; [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-2.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ สืบทอดปณิธานท่านพุทธทาส(จบ)</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อเราได้เดินทางสืบค้นภูมิปัญญาของท่านพุทธทาสมาจนถึงบทนี้ เราจะพบว่าท่านพุทธทาสมี &#8220;อินทรีย์พิเศษ&#8221; ที่ทำให้ท่านมองได้อย่างแหลมคมและลึกซึ้งกว่าคนธรรมดาหลายสิบปี เนื่องจากท่านเดินบนเส้นทาง &#8220;พุทธมรรควิถี&#8221; อย่างแท้จริง ทำให้ท่านไม่จำเป็นจะต้องยึดมั่นถือมั่นดังที่ท่านได้บรรยายในหัวข้อ &#8220;หลุดพ้นเสียจากความหลุดพ้น&#8221; เมื่อท่านไม่ยึดติดกับเปลือกท่านจึงพลิกแพลงและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในการที่จะสื่อสารให้คนธรรมดาสามารถก้าวเข้าสู่เส้นทางของผู้ตื่น ผู้รู้ และผู้เบิกบานได้</p>
<p>ท่านจึงสามารถนำความรู้ทางวิทยาศาตร์ นำเรื่องจิตวิเคราะห์ของซิกมุนด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) หรืออัลเฟรด อาดเลอร์ (Alfred Adler) มา ทดลองใช้ในการสอนธรรมะได้ ท่านพุทธทาสยังคงให้ความสนใจเรื่องศิลปะและใช้งานศิลป์เป็นเครื่องมือในการแสดงธรรม ดังตัวอย่างที่ท่านได้บรรยายในหัวข้อ &#8220;ศิลปะสำหรับการมีชีวิตอยู่ในโลก&#8221; และได้สร้างโรงมหรสพทางวิญญาณขึ้นดังข้อความบางตอนที่ท่านได้เขียนจดหมายถึงสหายธรรมทาน</p>
<p>&#8220;&#8230;อนึ่ง ขอวิงวอนผู้สนใจในการประกาศธรรมจงได้ร่วมมือกันสร้าง &#8220;โรงหนัง&#8221; แบบนี้ในลักษณะ ที่เหมาะแก่ท้องถิ่นของตัวกันขึ้นให้ทั่วหัวระแหงด้วยเถิด จะเป็น moral rearmament ทางศีลธรรมที่มีลักษณะเป็น dynamic อันมองไม่เห็นตัวอย่างรุนแรงในบรรยายกาศทั่วไป เพื่อประโยชน์แก่สันติภาพอันถาวรของมนุษย์เรา&#8230;&#8221;</p>
<p>ท่านพุทธทาสท่านก้าวเร็วล้ำหน้าคนทั่วไปมากจนสิ่งที่ท่านพร่ำเตือนไว้เมื่อกว่า 50 ปีก่อนจึงยังไม่เข้าสู่หัวใจคนไทย เพราะคนทั่วไปยังไม่ประสบกับอันตรายอย่างชัดเจน แต่วันนี้สถานการณ์ของความเร้าร้อนรุนแรง (turmoil) มันอยู่รอบตัวเราทุกๆ วัน ตั้งแต่ความรุนแรงของวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ ความเสื่อมทางศีลธรรมของผู้นำทุกระดับและทุกวงการ จนถึงภัยพิบัติจากธรรมชาติ และการฆ่าฟันรายวันในทุกภาคโดยเฉพาะชายแดนภาคใต้ ไฟกำลังไหม้ห้องเก็บของของบ้านเราแล้ว ถ้าเราไม่ช่วยกันดับไฟนี้เราจะไม่มี &#8220;บ้าน&#8221; ให้อยู่กันอย่างอบอุ่นเป็นสุขอีกต่อไป</p>
<p>แต่เราจะมองแต่บ้านเราหลังเดียวไม่ได้แล้ว เพราะบ้านของเรานั้นอยู่ใน &#8220;หมู่บ้านโลก&#8221; ซึ่งมีอีกหลายหลัง ไฟกำลังลุกไหม้อยู่เราคงไม่เพียงแต่ต้องดับไฟของบ้านเราเท่านั้น เราต้องช่วยดับไฟของบ้านเพื่อนด้วย เพราะนอกจากช่วยเขาให้พ้นทุกข์แล้ว มันยังช่วยให้เราอยู่เย็นเป็นสุขด้วย</p>
<p>วันนี้คนไทยพุทธมีพันธกิจที่ต้องปฏิบัติเพื่อถวายเป็นการบูชาท่านพุทธทาสด้วยการสืบทอดปณิธานของท่านที่เพียรพยายามทำให้เป็นจริง</p>
<p>ปณิธาน 3 ประการของท่านพุทธทาส</p>
<p>1.การเข้าถึงหัวใจของศาสนาตน เพราะทุกศาสนามุ่งให้คนเป็นคนดีอย่างแท้จริง</p>
<p>2.ช่วยทำให้เกิดความเข้าใจระหว่างศาสนา ซึ่งเป็นการลดความขัดแย้งต่างๆ ที่ติดตามมาทั้งในสังคมและในโลก</p>
<p>3.ทำให้หลุดออกจากวัตถุนิยมสุดโต่งมาสู่ความสมดุลของวัตถุนิยมและจิตนิยม อย่าให้วัตถุมาอยู่เหนือจิตใจ เพราะความสุขที่แท้จริงอยู่เหนือวัตถุ</p>
<p>นับแต่วันนี้เราต้องช่วยกันทำให้จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นในสังคมไทยได้ไหม ?</p>
<p>ถ้า &#8220;ผีเสื้อ&#8221; ตัวกระจ้อยร่อยอย่างพวกเรามาช่วยกันกระพือปีกแรงๆ พายุใหญ่แห่งการอภิวัฒน์น่าจะเกิดขึ้นได้แม้เวลาที่เกิดขึ้นจริงจะทอดยาวออกไปบ้าง</p>
<p>คัดจาก www.matichon.co.th<br />
บทความพิเศษ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์</p>
<input type="hidden" id="url49" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-2.html" />
					<input type="hidden" id="com49" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-2.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ สืบทอดปณิธานท่านพุทธทาส(จบ)</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;พุทธทาส&#8221; กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 6.Happiness is back</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-3.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580-3</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 10:07:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=47</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2548 หนังสือพิมพ์รายวัน &#8220;ทาเกสสปีเกิล&#8221; ในกรุงเบอร์ลิน ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์จิตแพทย์คนหนึ่งแห่งโรงพยาบาล &#8220;ชาร์ริแทร์&#8221; เธอพูดว่า ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยจากความเครียดในประเทศเยอรมนีมีจำนวนเพิ่มสูงมากในระยะ 5 ปีหลัง ชาวเยอรมันจำนวนค่อนข้างมากมีความวิตกกังวลต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงสูงขึ้น คำว่า angst อันเป็นภาษาเยอรมันซึ่งแปลว่า &#8220;ความกลัว&#8221; ปรากฏมากขึ้นในสื่อมวลชนเยอรมัน และที่น่าสนใจก็คือในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษก็รับคำว่า angst ไปใช้มากขึ้น เพราะมันสะท้อนความกลัวที่ลึกไปกว่าคำว่า fear ในภาษาอังกฤษ ถ้าเรากวาดสายตาไปรอบโลกจะพบว่าความกลัว (angst) ต่ออนาคตที่คาดเดาไม่ได้นั้น ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นในประเทศเยอรมนีเท่านั้น ประเทศอื่นๆ อีกมากน่าจะมีผู้คนที่หวาดหวั่นต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? ทั้งๆ ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก้าวไปไกลมากจนถึงสามารถชะลอความตายของมนุษย์ได้ อายุโดยเฉลี่ยก็สูงขึ้น ความสมบูรณ์พูนสุขทางวัตถุก็มีจนล้นเหลือ แต่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะประเทศที่ก้าวหน้าในตะวันตกและญี่ปุ่นยังคงไม่ได้มีความสุขกว่า 50 ปีก่อน หรือกล่าวให้ชัดลงไปความสุขกลับน้อยลงกว่าอดีต มันเป็นโลกปริทรรศน์โดยแท้ จากความกลัวและความทุกข์ที่สังคมต่างๆ เผชิญในวันนี้ ทำให้นักคิด นักวิชาการ และประชาชน จำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นตัวเลขของความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขด้านอื่นๆ ของสังคมว่าเป็นเป้าหมายที่ยังคงต้องเดินไปหามันหรือไม่ ริชาร์ด เลยาร์ด (Richard Layard) ได้เขียนหนังสือ [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-3.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 6.Happiness is back</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2548 หนังสือพิมพ์รายวัน &#8220;ทาเกสสปีเกิล&#8221; ในกรุงเบอร์ลิน ได้ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์จิตแพทย์คนหนึ่งแห่งโรงพยาบาล &#8220;ชาร์ริแทร์&#8221; เธอพูดว่า ขณะนี้จำนวนผู้ป่วยจากความเครียดในประเทศเยอรมนีมีจำนวนเพิ่มสูงมากในระยะ 5 ปีหลัง ชาวเยอรมันจำนวนค่อนข้างมากมีความวิตกกังวลต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึงสูงขึ้น คำว่า angst อันเป็นภาษาเยอรมันซึ่งแปลว่า &#8220;ความกลัว&#8221; ปรากฏมากขึ้นในสื่อมวลชนเยอรมัน และที่น่าสนใจก็คือในนิตยสารหรือหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษก็รับคำว่า angst ไปใช้มากขึ้น เพราะมันสะท้อนความกลัวที่ลึกไปกว่าคำว่า fear ในภาษาอังกฤษ</p>
<p>ถ้าเรากวาดสายตาไปรอบโลกจะพบว่าความกลัว (angst) ต่ออนาคตที่คาดเดาไม่ได้นั้น ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นในประเทศเยอรมนีเท่านั้น ประเทศอื่นๆ อีกมากน่าจะมีผู้คนที่หวาดหวั่นต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง</p>
<p>ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? ทั้งๆ ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก้าวไปไกลมากจนถึงสามารถชะลอความตายของมนุษย์ได้ อายุโดยเฉลี่ยก็สูงขึ้น ความสมบูรณ์พูนสุขทางวัตถุก็มีจนล้นเหลือ แต่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะประเทศที่ก้าวหน้าในตะวันตกและญี่ปุ่นยังคงไม่ได้มีความสุขกว่า 50 ปีก่อน หรือกล่าวให้ชัดลงไปความสุขกลับน้อยลงกว่าอดีต</p>
<p>มันเป็นโลกปริทรรศน์โดยแท้</p>
<p>จากความกลัวและความทุกข์ที่สังคมต่างๆ เผชิญในวันนี้ ทำให้นักคิด นักวิชาการ และประชาชน จำนวนหนึ่งเริ่มตั้งคำถามต่อทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เน้นตัวเลขของความเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ แต่ไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขด้านอื่นๆ ของสังคมว่าเป็นเป้าหมายที่ยังคงต้องเดินไปหามันหรือไม่</p>
<p>ริชาร์ด เลยาร์ด (Richard Layard) ได้เขียนหนังสือ เล่มหนึ่งชื่อ &#8220;Happiness is back&#8221; พูดถึงความ จำเป็นที่รัฐจะต้องปรับเปลี่ยนนโยบายสาธารณะเสียใหม่ และปัจเจกชนเองก็ต้องปรับทัศนคติหรือปรัชญาชีวิตเสียใหม่ด้วย โดยเอา &#8220;ความสุข&#8221; เป็นเป้าหมายแทนความร่ำรวยทางวัตถุฝ่ายเดียว</p>
<p>เรื่องที่ริชาร์ด เลยาร์ด นำเสนอนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเคลื่อนไหวของกระบวนการกระบวนทัศน์ใหม่ ถ้าบทความนี้ถูกเสนอเมื่อ 20 ปีก่อน ความคิดเช่นนี้อาจจะถูกโจมตีว่าเพ้อฝัน เพราะการวัดความสุขที่เกิดขึ้นในสมองมนุษย์เป็นเรื่องที่วัดได้ยาก ทำให้ขาดน้ำหนักในการผลักดัน แต่วันนี้ &#8220;วิทยาศาสตร์ใหม่&#8221; โดยเฉพาะ neuroscience สามารถวัดความสุขได้จริง จึงน่าจะทำให้การผลักดันนโยบายสาธารณะมีพลังมากขึ้น ในสังคมไทยเองสำนักงานปฏิรูปสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) ก็กำลังเคลื่อนไหวนโยบาย &#8220;อยู่เย็นเป็นสุข&#8221; ว่าเป็นเป้าหมายที่เราควรเพิ่มเข้าไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเอาชนะกลุ่มเศรษฐกิจกระแสหลักให้ได้มันยังเป็นหนทางที่ยาวไกลอยู่ ซึ่งควรศึกษาบทเรียนของกระบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมว่ามีความคดเคี้ยวของการเดินทางอย่างไร</p>
<p>ดูจากจุดเริ่มต้นของความคิดซึ่งส่องประกายจากหนังสือ The Silent Spring (ฤดูใบไม้ผลิที่เงียบงัน) ของ ราเชล คาร์สัน (Rachel Carson) ซึ่งออกตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2505 ทำให้สังคมตะวันตกต้องตะลึงงันกับ &#8220;ความจริงใหม่&#8221; ที่ถูกมองข้ามและเริ่มก่อตัวเคลื่อนไหว น้ำหนักของกระบวนการเริ่มมีมากขึ้น เดนนิส มีดอฟ (Dennis Meadows) ได้เขียนหนังสือชื่อ &#8220;การเติบโตที่จำกัด&#8221; (limits to growth) ในปี 2515 ความคิดเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนก็ได้มีการค้นคว้าทดลองทำอย่างจริงจังจนหลายประเทศแถบสแกนดิเนเวียได้รับความสำเร็จค่อนข้างสูง และก็มีพรรคการเมืองที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดังที่เรียกกันว่า พรรคกรีน เกิดขึ้นในหลายประเทศ</p>
<p>อย่างไรก็ตามมองภาพรวมทั้งโลกการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังไม่สามารถยับยั้งทิศทางการทำลายโลกจากนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นความรวยและความโลภเป็นสรณะ แม้กระทั่งพรรคกรีนแห่งเยอรมนีซึ่งมีทีท่าว่าจะเป็นพลังแห่งกระบวนทัศน์ใหม่ก็ขาดพลังทางสังคม และพลังทางการเมืองอย่างน่าใจหาย วิกฤตโลกมันโบยแส้ใส่เราทุกวันจากรายงานดินฟ้าอากาศที่วิปริตทำให้ผู้คนล้มตายลงครั้งละมากๆ จากภัยธรรมชาติ และยังไม่นับหายนะลูกใหม่ที่จ่อคอหอยมนุษยชาติอยู่คือ โรคระบาดไข้หวัดนกที่อาจกลายพันธุ์เข้าไป สู่ผู้คน แล้วกลายเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ในยุคโลกาภิวัตน์ที่อาจจะมีผู้ตายนับล้านคน</p>
<p>มนุษย์จะต้องหันทิศทางการพัฒนาจากการสร้างงาน สร้างเศรษฐกิจของการผลิตเชิงปริมาณ มาสู่การผลิตเชิงคุณภาพด้วย ใช้หลักคิดเดียวกับเรขาคณิตเศษส่วน (fractal geometry) ที่มีอยู่ในทฤษฎีไร้ระเบียบสร้างเป็นโมเดลของการผลิตซ้ำในทางลึกที่ละเอียดอ่อน แทนที่จะขยายออกในทางปริมาณ แต่กลับให้งานเกิดขึ้นจากการให้เวลานั่งผลิตงานแต่ละชิ้นให้ประณีต ให้มีคุณภาพ ทำให้ได้คุณค่าทางจิตใจของผู้ผลิตและผู้บริโภคด้วย เรขา คณิตเศษส่วนน่าจะเป็นโมเดลเศรษฐกิจที่น่าสนใจในยุคที่ทรัพยากรต่างๆ เริ่มจำกัดขณะที่ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ในจีนและอินเดียกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะโดยหลักคิดแบบเรขาคณิตเศษส่วนเรื่องการขยายตัวของ self similarity มันสามารถขยายซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่มีวันสิ้นสุด</p>
<p>การเคลื่อนไหวสังคมไปสู่การพัฒนาทิศทางใหม่ที่เชื่อมวัตถุกับจิตใจเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้จะมิใช่กระแสหลักแต่เมื่อศึกษางานเขียนชิ้นสำคัญๆ ในการทำนายอนาคตโลกก็พอมองเห็นแสงสว่างรำไรที่ปลายอุโมงค์ จากหนังสือ &#8220;คลื่นคอนดราเทียฟลูกที่ 6&#8221; ที่เขียนโดย ลีโอ เนฟิโอดอฟ (Leo Nefiodow) ซึ่งนำความรู้นักเศรษฐศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ คอนดราเทียฟ (Kondratieff) ซึ่งวิเคราะห์คลื่นความยาวทางเศรษฐกิจทุนนิยมที่มีอายุคลื่นแต่ละคลื่นประมาณ 50 ปี ซึ่งมีช่วงคลื่นเศรษฐกิจขาขึ้นจนถึงขาลงว่ามาจากผลนวัตกรรมทางเทคโนโลยี คอนดราเทียฟวิเคราะห์ลูกแรกที่สำคัญเมื่อปี ค.ศ.1800 ว่าเกิดจากนวัตกรรมเครื่องจักรไอน้ำมาใช้ในการผลิตอุตสาหกรรมผ้าฝ้าย เนฟิโอดอฟนำความรู้นี้มาพัฒนาต่อเมื่อ 20 ปีก่อน เขาบอกว่าขณะนี้สังคมตะวันตกซึ่งเป็นหัวจักรเศรษฐกิจโลกนั้นกำลังอยู่ในช่วงคลื่นยาวคอนดราเทียฟลูกที่ 5 ซึ่งตัวเทคโนโลยีสำคัญคือ เทคโนโลยีสารสนเทศ และผลิตผลสำคัญคือความรู้จะเป็นตัวขับเคลื่อนการจ้างงานและสร้างรายได้ให้แก่สังคม เนฟิโอ ดอฟคาดคะเนว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเทคโนโลยีสำคัญในการสร้างความสามารถทางการผลิตของสังคมจะย้ายไปอยู่ที่จิตวิทยาสังคมอันเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ไม่ใช่วัตถุ และสุขภาวะจะเป็น &#8220;ผลิตภัณฑ์&#8221; ที่มนุษย์ปรารถนา (ภาษาเยอรมัน Psychosozial, Gesundheit )</p>
<p>เนฟิโอดอฟเชื่อว่าความสามารถของสังคมที่ดีจะเกี่ยวข้องกับสภาพความคิดและจิตใจของคนในสังคมที่สามารถร่วมกันคิดและร่วมกันทำ โดยเฉพาะความสามารถในการคิดอย่างลุ่มลึก มีญาณทัสนะ และมีปัญญาจะเอาชนะความซับซ้อนและความผันผวนที่ถาโถมเข้ามาได้</p>
<p>เนฟิโอดอฟให้ความสำคัญต่อภูมิปัญญาตะวันออกที่มีปรัชญาพื้นฐานของการมองโลกแบบองค์รวม และเสนอว่าตะวันตกจะต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์เสียใหม่ และต้องสนใจ ศึกษาพัฒนาความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ (spiritual) อย่างจริงจังและเป็นวิทยาศาสตร์</p>
<p>คัดจาก www.matichon.co.th<br />
บทความพิเศษ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์</p>
<input type="hidden" id="url47" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-3.html" />
					<input type="hidden" id="com47" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-3.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 6.Happiness is back</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;พุทธทาส&#8221; กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 5.พุทธทาสกับโลกที่กำลังจะเลี้ยวกลับ</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-4.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580-4</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 10:07:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=45</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้ มีนักเขียนหนุ่มชาวอินเดีย ชื่อ ซาอิด ฮัสซัน (Zaid Hassan) ได้เขียนบทความชิ้นหนึ่ง ชื่อ &#8220;อักษรยู : ภาษาแห่งการฟื้นฟูพลัง&#8221; (The U : Language of Regeneration) เขาพูดถึงความจำเป็นที่มนุษย์ในปัจจุบันต้องสนใจฝึกฝนตนเองให้มีวิธีมอง &#8220;แบบใหม่&#8221; เพื่อทำให้มีสายตาที่แหลมคม (insight) &#8220;วิธีมองแบบใหม่&#8221; นี้เป็นสิ่งที่ผู้รู้หรือนักปราชญ์ในอดีตสามารถทำได้เป็นกิจวัตร ซาอิดบรรยายถึงความสำคัญในการใช้ทักษะนี้พินิจพิจารณาโลก เพราะโลกวันนี้มันเปลี่ยนแปลงพลิกผันเร็วจี๋อย่างไม่มีใครคาดเดาได้ เปรียบเสมือนว่าเรากำลังเผชิญสัตว์ร้ายที่คาดเดาอารมณ์มันไม่ถูก เมื่อเราเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายตัวนี้ เราก็ต้องรับมือกับมันให้ได้ อุปมาอุปไมยที่ซาอิดยกขึ้นมาใน พ.ศ.2548 นั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวเอาไว้เมื่อหลายสิบปีมาแล้วว่า เราต้องระวัง &#8220;เขี้ยวของโลก&#8221; อย่าให้เขี้ยวของโลกมาขบกัดเราได้ เราต้องทำตัวเสมือนลิ้นงูที่อยู่ได้ในปากงูโดยไม่ถูกเขี้ยวงูทำร้าย ชีวิตประจำวันของเราคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯหรือหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงล้วนมีโอกาสถูก &#8220;เขี้ยว&#8221; ของโลกขบกัดได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันตรายฉับพลันจากธรรมชาติ จากอาชญากรรม จากโรคระบาด จากอุบัติภัย ทุพภิกขภัย และภัยจากโรคระบาด หรือโอกาสของการพลิกผันของสถานการณ์ธุรกิจและการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในระยะสิบปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการล้มระเนนระนาดของเผด็จการในประเทศต่างๆ เช่น ในอดีตประเทศที่เคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน ไม่เพียงแต่การล่มสลายของระบบการเมืองผูกขาด บรรษัทใหญ่ๆ ของโลกที่นิตยสารธุรกิจเคยยกย่องว่ามีอำนาจและอิทธิพลไปทั่วโลก [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-4.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 5.พุทธทาสกับโลกที่กำลังจะเลี้ยวกลับ</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อไม่นานมานี้ มีนักเขียนหนุ่มชาวอินเดีย ชื่อ ซาอิด ฮัสซัน (Zaid Hassan) ได้เขียนบทความชิ้นหนึ่ง ชื่อ &#8220;อักษรยู : ภาษาแห่งการฟื้นฟูพลัง&#8221; (The U : Language of Regeneration) เขาพูดถึงความจำเป็นที่มนุษย์ในปัจจุบันต้องสนใจฝึกฝนตนเองให้มีวิธีมอง &#8220;แบบใหม่&#8221; เพื่อทำให้มีสายตาที่แหลมคม (insight) &#8220;วิธีมองแบบใหม่&#8221; นี้เป็นสิ่งที่ผู้รู้หรือนักปราชญ์ในอดีตสามารถทำได้เป็นกิจวัตร ซาอิดบรรยายถึงความสำคัญในการใช้ทักษะนี้พินิจพิจารณาโลก เพราะโลกวันนี้มันเปลี่ยนแปลงพลิกผันเร็วจี๋อย่างไม่มีใครคาดเดาได้ เปรียบเสมือนว่าเรากำลังเผชิญสัตว์ร้ายที่คาดเดาอารมณ์มันไม่ถูก เมื่อเราเผชิญหน้ากับสัตว์ร้ายตัวนี้ เราก็ต้องรับมือกับมันให้ได้</p>
<p>อุปมาอุปไมยที่ซาอิดยกขึ้นมาใน พ.ศ.2548 นั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวเอาไว้เมื่อหลายสิบปีมาแล้วว่า เราต้องระวัง &#8220;เขี้ยวของโลก&#8221; อย่าให้เขี้ยวของโลกมาขบกัดเราได้ เราต้องทำตัวเสมือนลิ้นงูที่อยู่ได้ในปากงูโดยไม่ถูกเขี้ยวงูทำร้าย</p>
<p>ชีวิตประจำวันของเราคนไทย ไม่ว่าจะอยู่ในกรุงเทพฯหรือหมู่บ้านไกลปืนเที่ยงล้วนมีโอกาสถูก &#8220;เขี้ยว&#8221; ของโลกขบกัดได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันตรายฉับพลันจากธรรมชาติ จากอาชญากรรม จากโรคระบาด จากอุบัติภัย ทุพภิกขภัย และภัยจากโรคระบาด หรือโอกาสของการพลิกผันของสถานการณ์ธุรกิจและการเมืองเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในระยะสิบปีที่ผ่านมา เราได้เห็นการล้มระเนนระนาดของเผด็จการในประเทศต่างๆ เช่น ในอดีตประเทศที่เคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน</p>
<p>ไม่เพียงแต่การล่มสลายของระบบการเมืองผูกขาด บรรษัทใหญ่ๆ ของโลกที่นิตยสารธุรกิจเคยยกย่องว่ามีอำนาจและอิทธิพลไปทั่วโลก เช่น Enron, WorldCom หรือ Adelphia ความมั่นคงแข็งแรงทางธุรกิจล้มครืนลงชั่วข้ามคืน และผู้บริหารบรรษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ก็ถูกจับในฐานะอาชญากรทางการเงิน</p>
<p>ข้อมูลที่ผ่าน BBC หรือ CNN หรือผ่านอินเทอร์เน็ตก็ดี ในหน้าหนังสือพิมพ์ก็ดี ล้วนสร้างบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจไปทั่วโลก เมื่อ 2-3 ปีก่อนสหประชาชาติได้ตำหนิ 85 บรรษัทใหญ่ที่ได้มีส่วนร่วมในการ &#8220;ปล้น&#8221; ทรัพยากรธรรมชาติในคองโก และเมื่อรายงานทางด้านเศรษฐกิจฉายข้อมูลออกมาว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยที่มีไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์กับคนจนกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ในแต่ละประเทศได้ถ่างกว้างออกไปอีก แล้วยังมีข่าวที่ไมเคิล ไอส์เนอร์ (Michael Eisner) ซีอีโอแห่ง บริษัทดิสนีย์ มีรายได้ถึง 576 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 23,040 ล้านบาท) ย่อมสร้างความขุ่นเคืองให้ผู้คนทั่วไป แม้กระทั่ง อลัน กรีนสแปน (Alan Greenspan) นายใหญ่แห่งธนาคารกลางสหรัฐ ยังเอ่ยปากตำหนิบรรดาซีอีโอใหญ่ๆ ทั้งหลาย &#8220;โรคไวรัสแห่งความโลภได้ระบาดในโลกธุรกิจเสียแล้ว&#8221;</p>
<p>การเคลื่อนไหวประท้วงองค์กรที่โลกเห็นแก่ได้ และขาดธรรมชาติ บางทีปรากฏถี่ขึ้นในสังคมตะวันตก เช่น เมื่อ 10 ปีก่อน กลุ่มกรีนพีซได้นำประชาชนในยุโรปตะวันตกประท้วงกรณี Brent Spar ทำให้บริษัทเชลล์ต้องประสบความเสียหายทางธุรกิจน้ำมัน ต่อมากลุ่ม Free Burma Coalition ก็บีบบริษัทใหญ่ของสหรัฐอเมริกาต้องถอยออกจากพม่า และเครือข่าย Rain Forest Action Network รณรงค์คัดค้านบริษัทค้าไม้ Home Depot จนทำให้ต้องปรับนโยบายใหม่</p>
<p>การประท้วงของกลุ่มพลเมืองที่รักความเป็นธรรมและต้องการสันติภาพต่อธุรกิจที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคมมีถี่ขึ้นเรื่อยๆ โดยพุ่งเป้าเข้าสู่ความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ขององค์กร เมื่อปี 2546 และ 2547 ได้มีการประชุมเครือข่ายรากหญ้าที่นิวยอร์ก เรื่อง Brand Bashing Culture Jamming และ Subvertising การบ่อนเซาะภาพลักษณ์ของธุรกิจไม่อาจประมาทคนรากหญ้าได้เลย</p>
<p>ถึงแม้กลุ่มคนที่เอาการเอางานจะมีไม่มาก แต่พลังของพวกเขาอยู่ที่ระบบ IT ดังเช่น walmartwatch.com, chasebanksucks หรือ McSpotlight เมื่อเรื่องราวได้ถกกันมากใน &#8220;ห้องสนทนา&#8221; เกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ การกระจายข่าวของผู้บริโภคสู่พนักงานบริษัท ไปยังนักข่าวแล้วกระจายออกสื่อสารมวลชน มันก็กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลไปทั้งโลก กลุ่มนักกิจกรรมพูดว่า &#8220;ธุรกิจมีชีวิตและตายด้วยภาพลักษณ์&#8221; จึงไม่น่าแปลกใจอันใดที่ชนชั้นนำทั้งหลายเมื่อพบกันใน World Economic Forum ที่ Davos เมื่อปี 2003 จึงตั้งหัวข้อสนทนาว่า &#8220;การฟื้นฟูความเชื่อมั่น&#8221; (rebuilding trust)</p>
<p>ถ้ากวาดสายตาให้กว้างออกไปทั้งโลก จะพบว่าการฟื้นฟูความเชื่อมั่น มันไม่ได้จำกัดตัวอยู่ในภาคธุรกิจเท่านั้น ภาคการเมืองก็มีปัญหาหนักหน่วงไม่แพ้กัน งานวิจัยของโรเบิร์ต พุตนัม (Robert Putnum) ที่ได้ตีพิมพ์เมื่อปี 2539 พบว่าประชาชนในประเทศประชาธิปไตยมีความไว้วางใจพรรคการเมืองและนักการเมืองของตน น้อยกว่าเมื่อ 30 ปีที่แล้วมาก นักหนังสือพิมพ์ชาวอิตาเลียนชื่อ อันโตนิโอ โปลิโต (Antonio Polito) ได้เกริ่นนำในหนังสือ &#8220;การสนทนาว่าด้วยวิกฤตประชาธิปไตย&#8221; ปี 2546 ว่า &#8220;หลังจากที่ได้ผ่านการทดสอบมาร่วมสองร้อยปี ระบอบประชาธิปไตยกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตอย่างหนักหน่วง จึงไม่รู้ว่าทางออกจะเป็นอย่างไร&#8221;</p>
<p>การหาทางออกที่ดีนั้น จำเป็นต้องมีการ &#8220;ย้ายกระบวนทัศน์ใหม่&#8221; (paradigm shift) ทั้งในระดับปัจเจกและระดับองค์กรหรือสถาบัน (institution) ความสนใจเรื่องการพัฒนาองค์กรและสถาบันที่ไม่ได้เป็นเครื่องจักร แต่เป็นเรื่องของความลึกซึ้ง ด้านความหมายแห่งชีวิตและคุณค่าแห่งความ เป็นมนุษย์ได้เริ่มก่อร่างสร้างตัวอย่างเป็นกิจจะ ลักษณะ เมื่อ ชาร์ลี คีเฟอร์ (Charly Kiefer) และ ปีเตอร์ เซงเก้ ได้เขียนบทความที่กลั่นออกมาจากงานเป็นที่ปรึกษาและจัดสัมมนาปฏิบัติการตอนปลายทศวรรษที่ 70 ว่าด้วย &#8220;องค์กรเมทาโนอิก&#8221; (metanoic organization) คำว่า เมทาโนอิก เป็นภาษากรีก แปลว่า &#8220;การเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของจิต&#8221; (fundamental shift of mind) ซึ่งต่อมาชาวคริสเตียนยุคต้นได้ให้การอรรถาธิบายใหม่จากมุมของตนว่า เป็นการ &#8220;ตื่นแห่งศรัทธา&#8221; ซึ่งเห็นความสำคัญของวิสัยทัศน์และการมีคุณค่าแห่งชีวิต องค์กร &#8220;เมทาโนอิก&#8221; จึงไม่เพียงดำรงอยู่เพื่อทำเป้าหมายขององค์กรให้เป็นจริงเท่านั้น ทว่าต้องรับใช้สังคมด้วย</p>
<p>เมื่อปีเตอร์ เซงเก้ ได้อาศัยข้อมูลและผลวิจัยจากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการที่ได้ทำมากว่าสิบปีแล้วลงมือเขียนหนังสือ The Fifth Discipline (วิชาที่ห้า) เขาพบว่าคำว่า discipline ซึ่งแปลว่าวิชาหรือวินัยนั้น มีนัยซ่อนอยู่ การที่เราจะเชี่ยวชาญวิชาใดวิชาหนึ่งนั้นจำเป็นต้องมีวินัยในการเรียนรู้และวินัยในการปฏิบัติ ดังชื่อในการสอนในวิชาศิลปะ หรือในศาสนา ที่มนุษย์จะบรรลุเป้าหมายที่ปรารถนาได้ ต้องมีวินัย ต้องฝึกฝนตนเองอย่างเข้มงวด</p>
<p>สิ่งที่ปีเตอร์ เซงเก้ ค้นพบจากงานฝึกอบรมและสัมมนาก็คือ การสร้างองค์กรเรียนรู้ (learning organization) หรือประชาคมแห่งการปฏิบัติ (communities of practice) นั้น ล้วนเกี่ยวพันกับเรื่องการเจริญสติและมีสมาธิ ยกตัวอย่างเช่น การทำ &#8220;ภาวนาสนทนา&#8221; (dialogue) ในกลุ่มจะต้องมีความเงียบเพื่อครุ่นคิดลึกๆ สำรวจความรู้สึกนึกคิดของตนเอง การฝึกฝนตนเองให้มีทักษะในการนิ่งอยู่ในความเงียบ และสงบจิตสงบใจ ได้กลายเป็นเรื่องสำคัญของการบริหารจัดการสมัยใหม่ในโลกที่มีพลวัต ซับซ้อน</p>
<p>ในขณะที่การบริหารจัดการเริ่มมีการย้ายกระบวนทัศน์ ก็มีปรากฏการณ์คู่ขนานที่น่าสนใจเกิดขึ้น คือนับแต่ทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา นั่นคือ การสร้างความรู้และปฏิบัติการเรียนรู้ภาคการบริหารจัดการ ได้นำความรู้ของวิทยาศาสตร์ใหม่ (new science) เช่น ทฤษฎีไร้ระเบียบ ทฤษฎีซับซ้อน (complexity theory) มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรที่ให้ความสำคัญของพลังจิตวิญญาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ</p>
<p>ในห้วงเวลาเดียวกันก็ได้มีการสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองและค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ใหม่กับพุทธศาสนาถี่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเราสามารถหาอ่านได้จากหนังสือหลายเล่ม เช่น The Lotus and Quantum, Buddhism and Breaking New Ground และ The Psychology of Awakening : Buddhism, Science and Our Day to Day Lives เป็นต้น</p>
<p>ในการสนทนาระหว่างภูมิปัญญาลึกล้ำของตะวันออกกับวิทยาศาสตร์ใหม่นั้น ทางฝ่ายพุทธศาสนามีท่านดาไลลามะเป็นผู้นำ และบางครั้งก็มีตัวแทนของไทยเข้าร่วมแลกเปลี่ยนด้วย</p>
<p>ตัวท่านพุทธทาสเองได้ศึกษาวิทยาศาสตร์ใหม่มาด้วยตนเองและสามารถนำไปใช้ในการอธิบายเรื่องอิทัปปจยตามาแล้ว เมื่อท่านได้พูดถึง &#8220;ทฤษฎีของสี&#8221; ระหว่างปาฐกถาพิเศษเรื่อง &#8220;วิถีแห่งการเข้าถึงพุทธธรรม&#8221; ณ พุทธสมาคม เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2483</p>
<p>การเชื่อมเข้าหากันของปราชญ์และมี &#8220;สนาม&#8221; อันเป็นพื้นที่ที่ทำให้เกิดการสอดบรรสานของภูมิปัญญาตะวันออกและภูมิปัญญาตะวันตกในปัจจุบัน และการวิวัฒนา การต่อไปข้างหน้าสะท้อนการมองการณ์ไกลของท่านพุทธทาสได้ดี</p>
<p>คัดจาก www.matichon.co.th<br />
บทความพิเศษ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์</p>
<input type="hidden" id="url45" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-4.html" />
					<input type="hidden" id="com45" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-4.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 5.พุทธทาสกับโลกที่กำลังจะเลี้ยวกลับ</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;พุทธทาส&#8221; กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 4.พุทธทาสกับทฤษฎีไร้ระเบียบ</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-5.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580-5</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 10:06:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=43</guid>

					<description><![CDATA[<p>จากการได้ติดตามอ่านสิ่งที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวเตือนเรื่องโลกที่กำลังอันตรายจากการโยกโคลงและหมุนเร็วจี๋เกินขอบเขต ทำให้ผมอดถามตนเองไม่ได้ว่าท่านพุทธทาสสามารถมองเหตุการณ์ล่วงหน้าได้เร็วกว่านักวิชาการตะวันตกถึง 30-40 ปีได้อย่างไร ? ท่านใช้หลักอะไร และวิธีการอะไร ในการมองทะลุ (insight) ทั้งๆ ที่สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ คำว่าโลกาภิวัตน์ยังไม่ได้บัญญัติ แต่ท่านบอกว่าโลกกำลังอยู่ใน turmoil ท่านก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าอันตรายใหญ่หลวงน่ากลัวต่อมนุษยชาติได้เกิดขึ้นแล้ว ท่านเตือนเรื่องการอยู่อย่างเท่าทันโลก ไม่ให้ถูก &#8220;เขี้ยวของโลก&#8221; ขบกัดได้ เสมือนลิ้นงูที่อยู่ในปากงูแต่ไม่ถูกเขี้ยวงูขบกัด ถ้าจะเปรียบกับทฤษฎีไร้ระเบียบ ท่านพุทธทาสมีความเข้าใจลึกซึ้งต่อระบบที่ห่างไกลจากจุดสมดุล (system far from equilibrium) ท่านรู้กฎของวิทยาศาสตร์แห่งความอนิจจัง (science of becoming) เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อท่านจับการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขเบื้องต้น (initial condition) และเห็นการเชื่อมโยงป้อนกลับของปัจจัยต่างๆ ที่กระทำต่อกันและกัน ท่านจึงรู้เรื่อง &#8220;ผลกระทบผีเสื้อ&#8221; (butterfly effect) ที่เหตุเล็กๆ สามารถสร้างผลสะเทือนใหญ่ได้ พูดง่ายๆ ท่านเข้าใจแก่นแท้ของศาสตร์แห่งความไร้ระเบียบอย่างดียิ่ง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องพูดตัวทฤษฎี ปริศนาที่ผมถามตัวผมเอง และพยายามค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ผมพอสรุปเป็นข้อมูลสมมติฐานว่าอัจฉริยภาพของท่านพุทธทาสในการเข้าใจแก่นของทฤษฎีไร้ระเบียบน่าจะมาจากการที่หลักการการคิดและวิธีการแสวงหาปัญญา ดังนี้ ข้อที่หนึ่ง ว่าด้วยหลักอิทัปปจยตา อันเป็นกฎที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นเรื่องการพึ่งพิงอิงกันของปัจจัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงกระทบถึงกันและกันหมด [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-5.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 4.พุทธทาสกับทฤษฎีไร้ระเบียบ</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>จากการได้ติดตามอ่านสิ่งที่ท่านพุทธทาสได้กล่าวเตือนเรื่องโลกที่กำลังอันตรายจากการโยกโคลงและหมุนเร็วจี๋เกินขอบเขต ทำให้ผมอดถามตนเองไม่ได้ว่าท่านพุทธทาสสามารถมองเหตุการณ์ล่วงหน้าได้เร็วกว่านักวิชาการตะวันตกถึง 30-40 ปีได้อย่างไร ? ท่านใช้หลักอะไร และวิธีการอะไร ในการมองทะลุ (insight) ทั้งๆ ที่สมัยนั้นยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือ คำว่าโลกาภิวัตน์ยังไม่ได้บัญญัติ แต่ท่านบอกว่าโลกกำลังอยู่ใน turmoil ท่านก็รู้ล่วงหน้าแล้วว่าอันตรายใหญ่หลวงน่ากลัวต่อมนุษยชาติได้เกิดขึ้นแล้ว ท่านเตือนเรื่องการอยู่อย่างเท่าทันโลก ไม่ให้ถูก &#8220;เขี้ยวของโลก&#8221; ขบกัดได้ เสมือนลิ้นงูที่อยู่ในปากงูแต่ไม่ถูกเขี้ยวงูขบกัด</p>
<p>ถ้าจะเปรียบกับทฤษฎีไร้ระเบียบ ท่านพุทธทาสมีความเข้าใจลึกซึ้งต่อระบบที่ห่างไกลจากจุดสมดุล (system far from equilibrium) ท่านรู้กฎของวิทยาศาสตร์แห่งความอนิจจัง (science of becoming) เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อท่านจับการเปลี่ยนแปลงของเงื่อนไขเบื้องต้น (initial condition) และเห็นการเชื่อมโยงป้อนกลับของปัจจัยต่างๆ ที่กระทำต่อกันและกัน ท่านจึงรู้เรื่อง &#8220;ผลกระทบผีเสื้อ&#8221; (butterfly effect) ที่เหตุเล็กๆ สามารถสร้างผลสะเทือนใหญ่ได้</p>
<p>พูดง่ายๆ ท่านเข้าใจแก่นแท้ของศาสตร์แห่งความไร้ระเบียบอย่างดียิ่ง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องพูดตัวทฤษฎี</p>
<p>ปริศนาที่ผมถามตัวผมเอง และพยายามค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ผมพอสรุปเป็นข้อมูลสมมติฐานว่าอัจฉริยภาพของท่านพุทธทาสในการเข้าใจแก่นของทฤษฎีไร้ระเบียบน่าจะมาจากการที่หลักการการคิดและวิธีการแสวงหาปัญญา ดังนี้</p>
<p>ข้อที่หนึ่ง ว่าด้วยหลักอิทัปปจยตา อันเป็นกฎที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นเรื่องการพึ่งพิงอิงกันของปัจจัยต่างๆ ที่เชื่อมโยงกระทบถึงกันและกันหมด และเมื่อเหตุปัจจัยดังกล่าวได้มาพบพานพร้อมกัน &#8220;สิ่ง&#8221; นั้นจึงอุบัติขึ้นมา</p>
<p>&#8220;สภาวะต่างเป็นที่เกี่ยวพันกันอยู่อย่างไม่รู้จักจบสิ้น&#8221; นั่นก็คือ การพิจารณาการปรากฏขึ้นของปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ต้องอิงอาศัยกันและกัน การพิจารณาเช่นนี้จะช่วยปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระจากบัญญัติแห่ง &#8220;เอกภาพ-ความหลากหลาย&#8221; หรือบัญญัติแห่ง &#8220;หนึ่ง-ทั้งหมด&#8221; การพิจารณานี้จะช่วยแยกสลายบัญญัติแห่ง &#8220;ตัวฉัน&#8221; เพราะว่าบัญญัติแห่งตัวตนนั้น สร้างอยู่บนพื้นฐานของความแตกต่างระหว่างเอกภาพกับความหลากหลาย เมื่อเราคิดถึงฝุ่นผงหนึ่งอณู ดอกไม้ดอกหนึ่งหรือมนุษย์ผู้หนึ่ง ความคิดของเรามิอาจหลุดพ้นออกมาจากความเป็นหนึ่งหรือเอกภาพนั้นได้ เรามองเห็นเส้นที่คั่นอยู่ระหว่างหนึ่งกับสิ่งอื่นๆ ที่มีอยู่มากหลายระหว่างหนึ่งกับสิ่งที่มิได้เป็นหนึ่งนั้น ในชีวิตประจำวัน เราต้องการสิ่งเดียวกันนี้ เช่นเดียวกับที่รถไฟอาศัยราง แต่ถ้าเราประจักษ์แจ้งในธรรมชาติที่ต้องอิงอาศัยกันและกันของฝุ่น ดอกไม้ และมนุษย์ เราจะสามารถมองเห็นได้ว่าเอกภาพนั้นมิอาจดำรงอยู่ได้โดยปราศจากความหลากหลาย ทั้งเอกภาพและความหลากหลายสามารถเหลื่อมล้ำกันได้อย่างเป็นอิสระ เอกภาพก็คือความหลากหลาย นี่คือหลักการของการต่างเป็นและต่างอยู่ในกันและกันของอวตังสกสูตร</p>
<p>ต่างเป็นนั้นหมายถึง &#8220;นี่ก็คือนั่น&#8221; และ &#8220;นั่นก็คือนี่&#8221; เมื่อเราพิจารณาลึกๆ ลงไปในความต่างเป็นและต่างอยู่ในกันและกัน เราจะเห็นว่าความคิดเรื่องหนึ่งกับมากมายนั้นคือสังขารที่จิตใจปรุงแต่งขึ้นมา ดุจเดียวกับถังที่ใช้โอบอุ้มน้ำ ครั้นเมื่อเราหลุดพ้นออกจากข้อจำกัดอันนี้ เราก็จะเหมือนกับรถไฟที่วิ่งไปได้โดยไม่ต้องอาศัยราง เช่นเดียวกับเมื่อเราประจักษ์ว่าเราอยู่บนโลกกลมๆ ที่หมุนรอบตัวเองและหมุนรอบดวงอาทิตย์ บัญญัติเรื่องข้างบนข้างล่างก็จะสลายตัวไปเอง เมื่อเราประจักษ์แจ้งในการอิงอาศัยกันและกันของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เราก็จะเป็นอิสระจากความคิดเรื่อง &#8220;หนึ่ง-มากหลาย&#8221;</p>
<p>ในอวตังสกสูตรได้มีการใช้ภาพของร่างแหแห่งรัตนะเพื่อแสดงถึงปฏิสัมพันธ์และความเกี่ยวพันอันหลากหลายและไม่มีที่สิ้นสุดของสรรพสิ่ง ร่างแหนั้นประกอบด้วยรัตนะอันทอประกายสดใส ซึ่งมีหลากหลายชนิด และแต่ละรัตนะนั้นก็เจียระไนให้มีหลายแง่หลายมุม รัตนะหนึ่งๆ ได้ประมวลภาพของบรรดารัตนะทั้งหลายเอาไว้ในตัว เช่นเดียวกับที่มีภาพตัวอยู่ในรัตนะอื่นๆ ทั้งมวล ในภาพนี้เองที่แต่ละรัตนะย่อมบรรจุไว้ด้วยรัตนะอื่นๆ ทั้งหมด</p>
<p>เราสามารถให้ตัวอย่างจากรูปทรงทางเรขาคณิตไว้ด้วย ยกตัวอย่างรอบวงกลมที่มี ก. เป็นจุดศูนย์กลางวงกลม ก็จะประกอบด้วยจุดต่างๆ รอบๆ ก. ที่มีความห่างจาก ก. เท่าๆ กัน วงกลมเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีจุดต่างๆ ทุกจุดอยู่ที่นั่น ถ้าขาดจุดใดจุดหนึ่งวงกลมก็จะไม่เป็นวงกลมเช่นเดียวกับบ้านที่สร้างขึ้นมาจากสำรับไพ่ หากชักไพ่ใบใดใบหนึ่งออกบ้านทั้งหมดก็จะพังลง ไพ่แต่ละใบต้องขึ้นต่อกันและกัน ถ้าขาดหายไปเพียงหนึ่งใบ บ้านก็จะไม่มี การปรากฏของจุดจุดหนึ่งในวงกลมขึ้นอยู่กับการปรากฏของจุดอื่นๆ ณ จุดนี้เราจะเห็นได้ว่า &#8220;หนึ่งคือทั้งหมด ทั้งหมดคือหนึ่ง&#8221; จุดทุกจุดในวงกลมมีความสำคัญทัดเทียมกัน ไพ่แต่ละใบในบ้านที่สร้างด้วยไพ่ ย่อมมีความสำคัญเท่าๆ กัน แต่ละใบย่อมมีความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของทั้งหมด และย่อมหมายถึงความสำคัญต่อการดำรงอยู่ของส่วนอื่นๆ ด้วย นี่ก็คือการอิงอาศัยกันและกัน&#8230;</p>
<p>&#8230;หลากหลายในหนึ่ง มองเห็นหนึ่งในความหลากหลาย มองเห็นหนึ่งในสิ่งที่มิอาจประมาณได้ มองเห็นสิ่งมิอาจประมาณได้ในหนึ่ง การเกิดและการดำรงอยู่ของธรรมทังหลายทั้งปวง มีธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้จึงเป็นสิ่งไม่จริงแท้ และไม่อาจแตะต้องสัมผัสผู้ตรัสรู้ได้ ดังที่ฉันได้กล่าวถึงความคิดประการหนึ่งในวิชาฟิสิกส์ร่วมสมัย คือความคิดเรื่อง &#8220;หูรองเท้าบูต&#8221; คือหูรองเท้าบูตที่ใช้จับเพื่อดึงเวลาสวมรองเท้าบูต ซึ่งเป็นความคิดที่ใกล้เคียงกับความคิดเรื่องต่างเป็นและต่างอยู่ในกันและกันมาก ความคิดเรื่อง &#8220;หูรองเท้าบูต&#8221; เป็นความคิดที่ปฏิเสธความคิดหน่วยพื้นฐานของสสาร (ความคิดหน่วยพื้นฐานของสสารที่กล่าวไว้ว่า สสารนั้นเมื่อแยกย่อยลงไปเรื่อยๆ เราจะพบหน่วยที่เล็กที่สุดที่มิอาจแบ่งแยกอีกต่อไปได้ หน่วยดังกล่าวนั้นคือหน่วยพื้นฐานของสสาร) จักรวาลนี้ก็คือ เครือข่ายและโยงใยของปรากฏ การณ์ ที่ปรากฏการณ์หนึ่งจะเกิดขึ้นจากการเกี่ยวโยงของปรากฏการณ์ต่างๆ ทั้งมวล สิ่งที่เราเรียกว่าอนุภาค แท้ที่จริงก็คือความสัมพันธ์ระหว่างอนุภาคต่างๆ นั่นเอง&#8221;</p>
<p>หนังสือที่เราเคยอ่าน เช่น &#8220;จุดเปลี่ยนแห่งศตวรรษ&#8221; และ &#8220;ข่ายใยแห่งชีวิต&#8221; ได้สะท้อนโลกทัศน์แบบองค์รวมที่ฟริตจอฟ คาปรา (Fritjof Capra) นำไปพัฒนาเป็น &#8220;ระบบทัศน์แห่งชีวิต&#8221; (system view of life) ก็ดี และวิธีคิดกระบวนระบบ (system thinking) ที่ปีเตอร์ เซ็งเก้ ใช้อธิบายถึงการเปลี่ยนรูปของสังคม (social transformation) ก็ดี ล้วนมีหลักการเดียวกับอิทัปปจยตา ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยอยู่ที่การใช้ภาษาถ้อยคำและเทคนิคในการอธิบายเท่านั้น</p>
<p>ข้อที่สอง การอธิบายเรื่องหลักการของอิทัปปจยตาเป็นเรื่องไม่ยาก แต่การฝึกให้เรามีทักษะในการคิดเป็นองค์รวมและเห็นความเชื่อมโยง มองทะลุปรากฏการณ์ไปสู่สาเหตุที่แท้จริงเป็นเรื่องยาก บทเรียนจากการฝึกเรื่องวิธีคิดกระบวนระบบหรือ system thinking ได้พิสูจน์มาแล้ว เพราะคนธรรมดาทั่วไปคิดแบบแยกส่วนมานาน และการคิดแบบธรรมดายังอาศัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย อันเป็นมูลฐานแห่งการสัมผัส ท่านพุทธทาสเห็นว่า &#8220;อายตนะต่างๆ เท่าที่เรามีนั้น อาจสัมผัสสิ่งต่างๆ ได้ภายในขีดอันจำกัด คือเท่าที่ประสิทธิภาพของมันพึงมี&#8221;</p>
<p>ดังนั้นการมองด้วยสายตาที่แหลมคมจนเห็น &#8220;การเชื่อมโยงที่ซ่อนเร้น&#8221; (hidden connection) ที่ ฟริตจอฟ คาปรา เขียนไว้จึงต้องอาศัย &#8220;ตาใน&#8221; หรืออินทรีย์พิเศษ อินทรีย์ขั้นพิเศษของท่านพุทธทาส คือ ปัญญา และตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ที่ถูกควบคุมไว้ได้ภายใต้อำนาจของปัญญาอีกชั้นหนึ่ง แต่การที่เราจะเข้าถึงปัญญาที่ลึกซึ้งเช่นนี้ได้ ก็ต้องมีการปฏิบัติสมาธิให้จิตสงบแน่วแน่เสียก่อน</p>
<p>ข้อที่สาม การที่จะเข้าใจและรับมือกับโลกที่กำลังอยู่ในอันตรายได้นั้น จำเป็นจะต้องรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่มีพลวัตสูง ต้องตระหนักว่าสิ่งที่เราเห็น เราเป็นอยู่ในวันนี้ วันพรุ่งก็จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็ได้ ในโลกยุคดิจิทัล ปัจจุบันเราสามารถเปลี่ยนเป็นอดีตในชั่วพริบตา ดังกรณีการพลัดพรากจากกันของครอบครัว การล้มครืนลงฉับพลันของธุรกิจและชีวิตชุมชน เมื่อครั้งเกิดคลื่นสึนามิ ที่พังงาและภูเก็ต</p>
<p>การเรียนรู้จากโลกที่จะผุดบังเกิด (emergence) จะต้องไม่ยึดมั่นอยู่กับทฤษฎีเก่าๆ และความคิดเก่าๆ ที่เชื่อตามกันโดยไม่ได้พิสูจน์ การทดลองค้นหาความจริงที่แท้นั้นต้องออกนอกกรอบของวิถีเดิมๆ ในหนังสือ &#8220;ภูมิปัญญาการนำทางสู่เนื้อธรรมของท่านพุทธทาส&#8221; ที่เขียนโดย อำนวย ยัสโยธา ได้อุปมาวิถีการค้นหาภูมิปัญญาแห่งอิสรภาพขั้นสูงสุดของท่าน ดุจดังนกนางนวล โจนาธาน ลิฟวิงสตัน ที่กล้าแตกฝูงไปพบโลกใหม่ด้วยความกล้าหาญที่ต้องการพิสูจน์ของสมมติฐานของตนว่าจะเป็นจริงหรือไม่ ด้วยการปฏิบัติซ้ำแล้วซ้ำอีกเพื่อยืนยันความเป็นวิทยาศาสตร์ และว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ</p>
<p>ผมคิดว่าท่านพุทธทาสมีจิตใจที่เปิดกว้าง เป็นอิสระ ไม่ยึดติดกับสิ่งใดๆ ท่านจึงสามารถใช้ภาษาและความคิดใหม่ๆ ของศาสนาอื่น นิกายอื่น มาอธิบายธรรมะให้คนทั่วไปเข้าใจได้ง่ายดังตัวอย่างที่ท่านได้เขียนคำว่า โอปนยิโก ไว้ในสมุดบันทึกวันพุธที่ 26 มีนาคม 2495 ท่านตั้งข้อสังเกตไว้ดังนี้ &#8220;คำว่า โอปนยิโก ซึ่งเป็นคุณบทบทหนึ่งของพระธรรมนั้น พวกลังกาไม่ได้แปลว่าควรน้อมเข้ามาในตน เหมือนดังที่แปลกันในเมืองไทย แต่แปลว่า is free and open to all ว่าเป็นสิ่งที่ควรคิดดูอย่างยิ่ง&#8221;</p>
<p>การฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถและทักษะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ดังที่สรุปมาแล้ว ทั้งสามข้อน่าจะสร้างฐานกำลังของการรับมือกับโลกที่ปั่นป่วนและซับซ้อนได้</p>
<p>คัดจาก www.matichon.co.th<br />
บทความพิเศษ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์</p>
<input type="hidden" id="url43" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-5.html" />
					<input type="hidden" id="com43" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-5.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 4.พุทธทาสกับทฤษฎีไร้ระเบียบ</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พุทธทาส&#8221; กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 3.โลกไร้ระเบียบในทรรศนะของท่านพุทธทาส</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259a</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 10:03:15 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=41</guid>

					<description><![CDATA[<p>ในหนังสือชื่อ &#8220;บันทึกนึกได้เอง&#8221; ที่ นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ได้จัดพิมพ์ขึ้นด้วยการถ่ายสำเนาลายมือท่านพุทธทาสที่บันทึกไว้ในหนังสือไดอะรี่ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2495 ท่านได้เขียนว่า &#8220;ครั้นบัดนี้โลกโคลง เร่าร้อนอย่างยิ่ง จนเราต้องเตรียมใจกันใหม่เพื่อรับหน้า&#8221; ต่อมาวันที่ 16 เมษายน ท่านได้ตั้งคำถามว่า &#8220;โลกต้องการอะไรบ้าง เพื่อลดความเร่าร้อนรุนแรงให้เย็นลง&#8221; ซึ่งท่านได้วงเล็บภาษาอังกฤษกำกับไว้ด้วย to cool the present turmoil ในปีเดียวกันอีกนั่นเอง ท่านบันทึกไว้ในสมุดที่เป็นหน้าของวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2495 ท่านเขียนตัวโตไว้กลางกระดาษเพื่อย้ำความสำคัญเป็นอักษรพาดหัวใหญ่ว่า &#8220;โลกหมุนเร็วขึ้นทุกที ?&#8221; แล้วเสริมรายละเอียดข้อสังเกตด้วยลายมือของท่านเองดังนี้ &#8220;นักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะทาง physics ย่อมไม่เชื่อและเห็นด้วย แต่สำหรับนักธุรกิจ นักรัฐศาสตร์ หรือนักการเมือง และอื่นๆ อีกเป็นอันมากย่อมมองเห็นชัด และเชื่อว่าโลกหมุน &#8220;จี๋&#8221; ยิ่งขึ้นทุกที และจะหมุนเร็วขึ้นอีกจนละลายไป เพราะการหมุนเร็วเกินขอบขีดนั้นก็ได้&#8221; นี่เป็นข้อห่วงใยที่ท่านพุทธทาสมีต่อโลกและมนุษยชาติ สิ่งที่ท่านได้เขียนเอาไว้และกล่าวไว้ในหลายๆ ที่ในเวลาต่อมา ไม่ได้ต่างไปจากช่วงเวลานั้นเลย นักรัฐศาสตร์ นักธุรกิจและนักสังคมศาสตร์ [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a.html">พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 3.โลกไร้ระเบียบในทรรศนะของท่านพุทธทาส</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ในหนังสือชื่อ &#8220;บันทึกนึกได้เอง&#8221; ที่ นายแพทย์บัญชา พงษ์พานิช ได้จัดพิมพ์ขึ้นด้วยการถ่ายสำเนาลายมือท่านพุทธทาสที่บันทึกไว้ในหนังสือไดอะรี่ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2495 ท่านได้เขียนว่า</p>
<p>&#8220;ครั้นบัดนี้โลกโคลง เร่าร้อนอย่างยิ่ง จนเราต้องเตรียมใจกันใหม่เพื่อรับหน้า&#8221;</p>
<p>ต่อมาวันที่ 16 เมษายน ท่านได้ตั้งคำถามว่า &#8220;โลกต้องการอะไรบ้าง เพื่อลดความเร่าร้อนรุนแรงให้เย็นลง&#8221; ซึ่งท่านได้วงเล็บภาษาอังกฤษกำกับไว้ด้วย to cool the present turmoil</p>
<p>ในปีเดียวกันอีกนั่นเอง ท่านบันทึกไว้ในสมุดที่เป็นหน้าของวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2495 ท่านเขียนตัวโตไว้กลางกระดาษเพื่อย้ำความสำคัญเป็นอักษรพาดหัวใหญ่ว่า &#8220;โลกหมุนเร็วขึ้นทุกที ?&#8221; แล้วเสริมรายละเอียดข้อสังเกตด้วยลายมือของท่านเองดังนี้</p>
<p>&#8220;นักวิทยาศาสตร์โดยเฉพาะทาง physics ย่อมไม่เชื่อและเห็นด้วย แต่สำหรับนักธุรกิจ นักรัฐศาสตร์ หรือนักการเมือง และอื่นๆ อีกเป็นอันมากย่อมมองเห็นชัด และเชื่อว่าโลกหมุน &#8220;จี๋&#8221; ยิ่งขึ้นทุกที และจะหมุนเร็วขึ้นอีกจนละลายไป เพราะการหมุนเร็วเกินขอบขีดนั้นก็ได้&#8221;</p>
<p>นี่เป็นข้อห่วงใยที่ท่านพุทธทาสมีต่อโลกและมนุษยชาติ สิ่งที่ท่านได้เขียนเอาไว้และกล่าวไว้ในหลายๆ ที่ในเวลาต่อมา ไม่ได้ต่างไปจากช่วงเวลานั้นเลย</p>
<p>นักรัฐศาสตร์ นักธุรกิจและนักสังคมศาสตร์ ได้พูดถึงโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วจี๋ โลกที่พึ่งพิงอิงกันและกัน เขย่ากันไปมาจนโคลงเคลงเสียศูนย์ เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง</p>
<p>แต่ท่านพุทธทาส ท่านได้ &#8220;เห็น&#8221; โลกหมุนจี๋ เมื่อ 50 กว่าปีมาแล้ว อัจฉริยะอันน่าอัศจรรย์ในการมองเห็นภาพใหญ่ของโลกได้อย่างถูกต้องของท่าน มีต้นตอหรือแหล่งที่มาจากแหล่งใด ?</p>
<p>ท่านพุทธทาสมีสายตาที่แหลมคมมองเห็นจุดเล็กนิดเดียวกับฝุ่นบางๆ ที่เกิดขึ้น ณ เบื้องขอบฟ้าอันไกลโพ้น แล้วท่านหยั่งรู้ได้ว่ามันนำไปสู่อะไร แค่เห็นเงื่อนไขเบื้องต้นเพียงนิดเดียวก็ประเมินผลลัพธ์ที่ใหญ่หลวงได้</p>
<p>นี่คือความหยั่งรู้ หรือญาณ หรือ sense ที่ชาร์ล แฮนดี้ พูดถึงใช่หรือไม่ ว่าเราต้องพัฒนาทักษะตัวนี้ขึ้นมาให้ได้เพื่อรับมือกับโลกปฏิทรรศน์</p>
<p>เรื่องที่ท่านพุทธทาสเขียนไว้เมื่อปี พ.ศ.2495 สังคมไทยย่อมตามไม่ทัน มองไม่เห็น และเข้าใจได้ยากเพราะล้ำสมัยมากๆ</p>
<p>ขณะนั้นเรายังไม่มีโทรทัศน์ดูกัน โทรศัพท์ยังมีกันไม่มาก เครื่องบินไอพ่นที่นำนักท่องเที่ยวจำนวนมากมาประเทศไทยก็ยังไม่มี การทำมาค้าขายกับธุรกิจต่างประเทศก็ยังมีไม่กี่รายการ ไม่มี CNN ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีมือถือและ MTV เรายังปฏิสัมพันธ์กับโลกอย่างช้าๆ และเบาบาง ไม่เข้มข้น และถี่ยิบเป็นวินาทีดังตลาดหุ้นวันนี้ ในบริบทดังกล่าวเป็นเรื่องยากที่คนธรรมดาจะมีจิตนาการได้ลึก</p>
<p>เมื่อพิจารณาตามสภาพของโลกเครือข่ายในวันนี้ เรื่องที่ท่านพุทธทาสสอนเอาไว้จึงมีความหมายอย่างยิ่งยวดสำหรับคนไทยในปัจจุบันและอนาคตไปอีกหลายสิบปี</p>
<p>เราจำเป็นจะต้องศึกษาค้นคว้าสิ่งที่ท่านได้บรรยายเอาไว้ในที่ต่างๆ และเวลาต่างๆ อย่างเอาจริงเอาจัง เพื่อสามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วย</p>
<p>มันเป็นเรื่องธรรมดาที่คนทั่วไปจะเข้าใจ &#8220;ความรู้&#8221; บางเรื่องที่ล้ำลึกและมาก่อนกาล ต้องใช้เวลานานกว่า ดูกรณีทฤษฎีสัมพันธภาพ (rela</p>
<p>tivity theory) ของไอน์สไตน์ ซึ่งถูกเสนอเมื่อปี 2448 กว่านักฟิสิกส์จำนวนมากจะเข้าใจและพิสูจน์ได้ว่าจริงก็ผ่านไปหลายสิบปี</p>
<p>&#8220;บันทึกนึกได้เอง&#8221; ของท่านพุทธทาส เมื่อปีพุทธศักราช 2495 ที่เตือนเรื่องโลกโยกโคลง และหมุนเร็วจี๋เกินขอบเขต กว่าที่คนทั่วไปจะตระหนักและเตรียมรับมือกับมันย่อมต้องใช้เวลาเช่นกัน</p>
<p>คัดจาก www.matichon.co.th<br />
บทความพิเศษ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์</p>
<input type="hidden" id="url41" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a.html" />
					<input type="hidden" id="com41" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a.html">พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 3.โลกไร้ระเบียบในทรรศนะของท่านพุทธทาส</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;พุทธทาส&#8221; กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 2.ว่าด้วยหลักคิดของทฤษฎีไร้ระเบียบในมุมของวิทยาศาสตร์</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-6.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580-6</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 09:55:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=39</guid>

					<description><![CDATA[<p>ความไร้ระเบียบในความหมายทางวิทยาศาสตร์ คือ สภาพและกระบวนการของระบบที่ไร้เสถียรภาพ (unstable) อันมีความอ่อนไหวสูงยิ่งและเปราะบาง เมื่อมีการกระทบเพียงเล็กน้อยในสาเหตุเบื้องต้น (initial condition) แต่เมื่อเกิดบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุเล็กๆ เพียงเบื้องต้นทำให้เกิดพัฒนาของระบบที่ดำเนินไปอย่างไม่เป็นเส้นตรง เป็นเส้นทางคดเคี้ยว กวัดแกว่ง บางครั้งถึงก้าวกระโดดฉับพลัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงทำนายให้ถูกต้องแม่นยำได้ยาก ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดหลักที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่สามารถคำนวณได้อย่างถูกต้องไม่ผิดพลาด ขอให้รู้สมมติฐานอันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นให้ชัดเจน จริงๆ จะสามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาได้อย่างแม่นยำ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนั้นเราสามารถศึกษาได้จาก Edward Lorenz แห่งสถาบัน MIT เมื่อกลางทศวรรษที่ 60 อาจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยา (meteoro logy) ผู้นี้พยายามสร้างโมเดลการคำนวณในการพยากรณ์อากาศโดยใช้สมการง่ายๆ แสดงการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับกระแสลม เขาป้อนข้อมูลที่จุดทศนิยม 6 หลัก คือ 0.506127 เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งพิมพ์ผลออกมาทุกๆ นาทีด้วยความ เบื่อที่นั่งคอยผลลัพธ์นานๆ เพราะคอมพิวเตอร์ยุคนั้นทำงานช้า Lorenz จึงตัดตัวเลขหลังจุดทศนิยมออกไปเสีย 3 หลัก ให้เหลือ 0.506 เขาเอาผลลัพธ์จากระยะหนึ่งมาเป็นจุดเริ่มต้นของการคำนวณ แล้วสตาร์ตโปรแกรมใหม่ ผลของการคำนวณระยะแรกเหมือนกับการทดลองเก่าๆ ที่เคยทำมาครั้งแล้วครั้งเล่า [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-6.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 2.ว่าด้วยหลักคิดของทฤษฎีไร้ระเบียบในมุมของวิทยาศาสตร์</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ความไร้ระเบียบในความหมายทางวิทยาศาสตร์ คือ สภาพและกระบวนการของระบบที่ไร้เสถียรภาพ (unstable) อันมีความอ่อนไหวสูงยิ่งและเปราะบาง เมื่อมีการกระทบเพียงเล็กน้อยในสาเหตุเบื้องต้น (initial condition) แต่เมื่อเกิดบ่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุเล็กๆ เพียงเบื้องต้นทำให้เกิดพัฒนาของระบบที่ดำเนินไปอย่างไม่เป็นเส้นตรง เป็นเส้นทางคดเคี้ยว กวัดแกว่ง บางครั้งถึงก้าวกระโดดฉับพลัน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจึงทำนายให้ถูกต้องแม่นยำได้ยาก</p>
<p>ทั้งหมดนี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดหลักที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่สามารถคำนวณได้อย่างถูกต้องไม่ผิดพลาด ขอให้รู้สมมติฐานอันเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นให้ชัดเจน จริงๆ จะสามารถทำนายผลลัพธ์ออกมาได้อย่างแม่นยำ</p>
<p>ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนั้นเราสามารถศึกษาได้จาก Edward Lorenz แห่งสถาบัน MIT เมื่อกลางทศวรรษที่ 60 อาจารย์ด้านอุตุนิยมวิทยา (meteoro logy) ผู้นี้พยายามสร้างโมเดลการคำนวณในการพยากรณ์อากาศโดยใช้สมการง่ายๆ แสดงการ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับกระแสลม เขาป้อนข้อมูลที่จุดทศนิยม 6 หลัก คือ 0.506127 เข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งพิมพ์ผลออกมาทุกๆ นาทีด้วยความ เบื่อที่นั่งคอยผลลัพธ์นานๆ เพราะคอมพิวเตอร์ยุคนั้นทำงานช้า Lorenz จึงตัดตัวเลขหลังจุดทศนิยมออกไปเสีย 3 หลัก ให้เหลือ 0.506 เขาเอาผลลัพธ์จากระยะหนึ่งมาเป็นจุดเริ่มต้นของการคำนวณ แล้วสตาร์ตโปรแกรมใหม่ ผลของการคำนวณระยะแรกเหมือนกับการทดลองเก่าๆ ที่เคยทำมาครั้งแล้วครั้งเล่า หลังจากลุกไปชงกาแฟแล้ว กลับมาดูตัวเลขใหม่ ปรากฏว่าผลลัพธ์ต่างกันโดยสิ้นเชิง โมเดลของดินฟ้าอากาศไปกันคนละทิศทาง</p>
<p>Lorenz คิดว่าเครื่องคอมพิวเตอร์คงจะมีอะไรผิดพลาด จึงทดลองซ้ำอีก ผลคำนวณยังคงยืนยันว่าความแตกต่างดังครั้งแรก เขาทดลองอีกสองสามครั้ง ซึ่งก็ย้ำความถูกต้องของคอมพิวเตอร์</p>
<p>จนในที่สุด เขาก็ได้รู้ว่าความแตกต่างของโมเดลนั้นมาจากการลดตัวเลข 3 หลักหลังจุดทศนิยมซึ่งเป็น &#8220;เงื่อนไขเบื้องต้น&#8221; (initial condition) ในการคำนวณ เพราะความต่างของตัวเลขหลังจุดทศนิยมเพียงน้อยนิด ในเหตุเบื้องต้นคือ 1 : 1,000 เกิดเป็นผลลัพธ์ที่ต่างออกไป จากจุดเริ่มต้นจำนวนมหา ศาลอย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>เปรียบเสมือนการไหวตัวของกระแสลมเบาๆ ที่มาจากการกระพือปีกของผีเสื้อแต่กลับกลายไปสร้างผลกระทบใหญ่หลวงทางดินฟ้าอากาศได้ Lorenz จึงขนานนามว่าเป็น &#8220;ผลกระทบผีเสื้อ&#8221; (butterfly effect) ซึ่งกลายเป็นถ้อยคำที่โด่งดังไปทั่วโลก</p>
<p>ศาสตราจารย์ Lorenz กล่าวว่า &#8220;ในทางทฤษฎีด้านอุตุนิยมวิทยา ผีเสื้อใหญ่ตัวหนึ่งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถทำให้ดินฟ้าอากาศที่แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงเป็นพายุได้เมื่อหนึ่งเดือนให้หลัง&#8221;</p>
<p>ทฤษฎีไร้ระเบียบนอกจากพูดถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของสาเหตุเบื้องต้นแล้วยังพูดถึงเรขาคณิตเศษส่วน (fractal geometry) หรือ ไวยากรณ์แห่งทฤษฎีไร้ระเบียบ</p>
<p>มีคนแปลคำว่า geometry ในเชิงภาษาว่า &#8220;การวัดแผ่นดิน&#8221; และคำว่า fractal มาจากภาษาละติน fractus หรือ fractrum ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า fragmented (or irregular) เมื่อแปลเป็นไทย คือ แตกเป็นชิ้น เป็นเศษ</p>
<p>ขณะที่เรขาคณิตคลาสสิกของยูคลิดที่เราเรียนกันเมื่อเป็นเด็ก เป็นเรขาคณิตที่สนใจต่อแบบฟอร์มและรูปร่างในอุดมคติ คือ มีรูปร่างเป็นเส้นตรง วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม หรือวงรี รูปร่างและทรงต่างๆ ในเรขาคณิตยูคลิดจึงสะอาด ราบเรียบ สม่ำเสมอ และชัดเจน</p>
<p>แต่เรขาคณิตเศษส่วน หรือ fractal geometry สนใจค้นคว้ารูปทรงที่เป็นจริงของธรรมชาติซึ่งขรุขระ ไม่เรียบร้อย เช่น ใบไม้ ก้อนเมฆ สายฟ้าแลบ ชายฝั่งทะเล ภูเขาและโตรกผา ปอดของมนุษย์ เป็นต้น มิติของเรขาคณิตเศษส่วนจึงมีลักษณะคล้ายทศนิยมไม่รู้จบ เช่น มิติเศษส่วนของสมองเรา คือ 2, 79 และของก้อนเมฆ คือ 2, 35 มิติเศษส่วนหรือ fractal ในที่นี้จะเป็นสองมิติของพื้นที่ หรือเป็นสามมิติของพื้นที่ หรือเป็นสามมิติแบบทรงลูกเต๋า หรือลูกกลมก็ได้</p>
<p>คุณสมบัติสำคัญของ fractal หรือเศษส่วนไม่รู้จบ คือ &#8220;ความคล้ายตนเอง&#8221; (self-similarity) นั่นคือ โครงสร้างของเศษส่วนที่ขยายตัวออกไปอย่างไม่สิ้นสุด ไม่ว่าในมิติทางกาล (time) หรือมิติทางเทศะ (space) ล้วนแล้วแต่มีรูปร่างคล้าย คลึงซ้ำกับแบบแผน (pattern) อันแรก อันเป็นแม่แบบของมัน (ดูภาพประกอบ)</p>
<p>Benoit Mandelbrot ผู้ค้นคว้าทฤษฎีไร้ระเบียบทางคณิตศาสตร์ สรุปความเชื่อมโยงแนบแน่นระหว่างคณิตศาสตร์เศษส่วนกับทฤษฎีไร้ระเบียบไว้ดังนี้</p>
<p>ความสัมพันธ์ระหว่างรูปร่างที่เป็นเศษส่วน (fractal) กับระบบที่ไร้ระเบียบ (chaotic</p>
<p>system) เกิดจากคุณสมบัติข้อที่บอกว่า การเปลี่ยนแปลงที่ขึ้นต่อ (depend) ความอ่อนไหวอย่างยิ่งยวดของเงื่อนไขเบื้องต้น ประกอบกับการพัฒนาลักษณะพลวัตอันซับซ้อนและยอกย้อนกลับไปกลับมา ทำให้เศษส่วนแต่ละอันจึงไม่เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์ รูปลักษณ์แต่ละภาพจะมีความคลาดเคลื่อนไปบ้าง เช่น ปุยเมฆแต่ละก้อน ต้นไม้แต่ละต้น ใบไม้แต่ละใบ หัวใจแต่ละดวง และสมองแต่ละก้อน ย่อมต่างกันไปบ้าง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเรามองเห็นก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือต้นมะม่วง นี่คือต้นมังคุด นี่คือใบโพธิ์ เป็นต้น และนี่เป็นสิ่งที่ทฤษฎีไร้ระเบียบพยายามตอบคำถามว่าทำไมเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ดที่โปรยปรายลงมาจึงมีความแตกต่างกันไปเล็กน้อย ก็เนื่องจากว่าผลรวมของตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการเกิดเกล็ดแต่ละเกล็ดต่างกัน</p>
<p>การค้นคว้าในมิติเศษส่วน (fractal) จึงมิใช่การนิยามสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเอง แต่เป็นการนำเสนอให้เห็นคุณสมบัติอันแท้จริงของสภาพแวดล้อมในระดับต่างๆ ตั้งแต่ขนาดจิ๋ว (micro) จนถึงขนาดยักษ์ (macro) ซึ่งปรากฏอยู่ในโลก</p>
<p>การพัฒนาที่ดำเนินไปในลักษณะเศษส่วนและไร้ระเบียบนั้น น่าสนใจ มิใช่เพียงว่าได้แสดงให้เห็นโครงสร้างที่ไม่สม่ำเสมอ ในระบบพลวัตที่ไม่เป็นเส้นตรงเท่านั้น ความสำคัญอีกข้อหนึ่งซึ่งจะมีประโยชน์ในการสังเกตดูแบบแผนของสรรพสิ่งในโลก (รวมถึงสังคม) คือโครงสร้างไร้ระเบียบ (chaotic structure) เป็นโครงสร้างพื้นฐานของกระบวนการสร้างสรรค์ในธรรมชาติ ธรรมชาติมีพลังสร้างสรรค์ในการจัดตั้งรูปแบบอย่างมหัศจรรย์ เมื่อได้สร้างแม่แบบเบื้องต้น ขึ้นแล้วรูปแบบอื่นก็จะลอกเลียนตามมา นักวิจัยไร้ระเบียบเรียกเศษส่วนคล้ายธรรมชาตินี้ว่า &#8220;ภาษาของธรรมชาติ&#8221; พวกเขาเชื่อว่าวิธีการและรูปแบบที่เรขาคณิตเศษส่วนและทฤษฎีไร้ระเบียบได้ถ่ายทอดความเป็นจริงของโลกออกมานั้น พอจะกล่าวได้ว่าทฤษฎีไร้ระเบียบเป็นเสาหลักของโลกทัศน์ใหม่ได้ และความสำคัญของเศษส่วน (fractal) ในการวิจัยคือ การช่วยทำให้เข้าใจ &#8220;จุดดึงดูดไร้ระเบียบ&#8221; (chaotic attractors) ได้ดีขึ้น เพราะมันมีโครงสร้างเศษส่วน (fractal structure) อยู่ในนั้น</p>
<p>สรุปอีกครั้งหนึ่งว่า เมื่อระบบพลวัตเคลื่อนตัวเข้าสู่สภาพไร้ระเบียบ รูปแบบและโครง สร้างของความไร้ระเบียบสามารถใช้เรขา คณิตเศษส่วนอธิบายให้เข้าใจ และในทางกลับกัน ทฤษฎีไร้ระเบียบช่วยในการคิดค้นว่า โมเดลอะไร กลไกอะไร ที่มีส่วนทำให้เกิดโครงสร้างเศษส่วนขึ้นมา การค้นพบดังกล่าวทำให้เกิดประโยคที่ว่า การวิจัยความไร้ระเบียบคือรากฐานของศาสตร์แขนงใหม่ เป็น &#8220;ศาสตร์อนิจจัง&#8221; (science of becoming)</p>
<p>คัดจาก www.matichon.co.th<br />
บทความพิเศษ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์</p>
<input type="hidden" id="url39" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-6.html" />
					<input type="hidden" id="com39" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80-6.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 2.ว่าด้วยหลักคิดของทฤษฎีไร้ระเบียบในมุมของวิทยาศาสตร์</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;พุทธทาส&#8221; กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 1.โลกไร้ระเบียบของวันนี้และวันพรุ่ง</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25aa-%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 09:55:08 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=37</guid>

					<description><![CDATA[<p>เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงใหม่ๆ ป้อมค่ายทางเศรษฐกิจและการเมืองได้มีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน ฟากหนึ่งเป็นโลกทุนนิยมที่สหรัฐอเมริกาเป็นพี่เอื้อย ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นโลกสังคมนิยมที่มีสหภาพโซเวียตเป็นแกนและสาธารณรัฐประชาชนจีน ณ เวลานั้นสามารถจำแนกมิตรและศัตรูกันได้ชัดเจน ถึงแม้จะมีกลุ่มไม่ฝักฝ่ายค่ายใดอยู่ประมาณ 30 ประเทศที่ขออยู่ตรงกลางไม่เป็นพวกใครเต็มตัวเป็นเกาะเล็กๆ ท่ามกลางทะเลแห่งการต่อสู้อย่างดุเดือดทางอุดมการณ์สองลัทธิ การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต จะไม่ลดละให้แก่ฝ่ายใดสักนิ้วเดียว สองอภิมหาอำนาจไม่ยอมให้มีการเพลี่ยงพล้ำดุลแห่งกำลังเป็นอันขาด เพราะการไม่คานกำลังกันโดยเฉพาะด้านกำลังอาวุธมันจะกลายเป็นการคุกคามความมั่นคงของแต่ละอภิมหาอำนาจ พูดง่ายๆ เมื่อตาชั่งแห่งแสนยานุภาพทางทหาร เอียงไปข้างใดเกินไป โลกจะไม่มั่นคงทันที ในห้วงเวลาตั้งแต่พุทธศักราช 2488 ถึง 2533 แม้จะมีสงครามตัวแทนและสงครามเพื่อเอกราชประชา ธิปไตยในทวีปแอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่โลกก็ยังมีเสถียรภาพอยู่ เพราะแต่ละอภิมหาอำนาจรู้ดีว่า &#8220;เส้นแบ่งเสถียรภาพ&#8221; นั้นอยู่ตรงจุดใด และไม่ควรล้ำเส้นนี้ออกไป มันเป็นโลกที่ดูเหมือนอันตราย แต่แก่นแท้แล้วมีเสถียรภาพมั่นคง เพราะมันตรรกะที่ชัดเจน มองเห็น &#8220;เส้น&#8221; ชัดเจนแต่ละฝ่ายสามารถคำนวณและหยั่งเชิงกันได้ ไม่ให้ &#8220;ออกนอกกรอบ&#8221; แห่งดุลกำลัง ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าตนเองต้องเล่นตามกฎและกติกา เพื่อจะได้ไม่ปล่อยให้เรื่องเล็กๆ ความไม่เข้าใจกันหรือความเข้าใจผิดเล็กน้อย (ดังกรณีคิวบาในปี 2505 เกิดขึ้นอีก) มาทำให้เรื่องบานปลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งพินาศย่อยยับกันทั้งคู่ มันเป็นโลกที่มีความชัดเจน และ &#8220;เป็นระเบียบ&#8221; [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 1.โลกไร้ระเบียบของวันนี้และวันพรุ่ง</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สิ้นสุดลงใหม่ๆ ป้อมค่ายทางเศรษฐกิจและการเมืองได้มีการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายอย่างชัดเจน ฟากหนึ่งเป็นโลกทุนนิยมที่สหรัฐอเมริกาเป็นพี่เอื้อย ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นโลกสังคมนิยมที่มีสหภาพโซเวียตเป็นแกนและสาธารณรัฐประชาชนจีน</p>
<p>ณ เวลานั้นสามารถจำแนกมิตรและศัตรูกันได้ชัดเจน ถึงแม้จะมีกลุ่มไม่ฝักฝ่ายค่ายใดอยู่ประมาณ 30 ประเทศที่ขออยู่ตรงกลางไม่เป็นพวกใครเต็มตัวเป็นเกาะเล็กๆ ท่ามกลางทะเลแห่งการต่อสู้อย่างดุเดือดทางอุดมการณ์สองลัทธิ</p>
<p>การขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ การเมือง และการทหารของสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต จะไม่ลดละให้แก่ฝ่ายใดสักนิ้วเดียว สองอภิมหาอำนาจไม่ยอมให้มีการเพลี่ยงพล้ำดุลแห่งกำลังเป็นอันขาด เพราะการไม่คานกำลังกันโดยเฉพาะด้านกำลังอาวุธมันจะกลายเป็นการคุกคามความมั่นคงของแต่ละอภิมหาอำนาจ</p>
<p>พูดง่ายๆ เมื่อตาชั่งแห่งแสนยานุภาพทางทหาร เอียงไปข้างใดเกินไป โลกจะไม่มั่นคงทันที ในห้วงเวลาตั้งแต่พุทธศักราช 2488 ถึง 2533 แม้จะมีสงครามตัวแทนและสงครามเพื่อเอกราชประชา ธิปไตยในทวีปแอฟริกา เอเชีย และอเมริกาใต้เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่โลกก็ยังมีเสถียรภาพอยู่ เพราะแต่ละอภิมหาอำนาจรู้ดีว่า &#8220;เส้นแบ่งเสถียรภาพ&#8221; นั้นอยู่ตรงจุดใด และไม่ควรล้ำเส้นนี้ออกไป</p>
<p>มันเป็นโลกที่ดูเหมือนอันตราย แต่แก่นแท้แล้วมีเสถียรภาพมั่นคง เพราะมันตรรกะที่ชัดเจน มองเห็น &#8220;เส้น&#8221; ชัดเจนแต่ละฝ่ายสามารถคำนวณและหยั่งเชิงกันได้ ไม่ให้ &#8220;ออกนอกกรอบ&#8221; แห่งดุลกำลัง ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าตนเองต้องเล่นตามกฎและกติกา เพื่อจะได้ไม่ปล่อยให้เรื่องเล็กๆ ความไม่เข้าใจกันหรือความเข้าใจผิดเล็กน้อย (ดังกรณีคิวบาในปี 2505 เกิดขึ้นอีก) มาทำให้เรื่องบานปลายเป็นสงครามนิวเคลียร์ ซึ่งพินาศย่อยยับกันทั้งคู่ มันเป็นโลกที่มีความชัดเจน และ &#8220;เป็นระเบียบ&#8221;</p>
<p>การพังทลายลงของกำแพงเบอร์ลินเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2532 โลกที่แบ่งค่ายและโลกที่ต่อสู้ กันทางเศรษฐกิจและการเมือง มีแสนยานุภาพที่ทำลายกันให้อีกฝ่ายย่อยยับนั้นได้สิ้นสุดลง มันกลายเป็นโลกใบเดียวทั้งทางกายภาพ ทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งถูกเสริมการพึ่งพากันและกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยสายใยเครือข่ายของการติดต่อสื่อสารและสารสนเทศ โลกไร้พรมแดนที่มีเสถียรภาพและศานติ ดังเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอน ส่อแววว่าจะเป็นความจริง</p>
<p>ในมุมมองของนักเศรษฐศาสตร์การเมืองในเมื่อสหภาพโซเวียตและบริวารสังคมนิยม อันเป็นศัตรูสำคัญของระบบทุนนิยมเสรีได้ล้มครืนลงไปแล้ว จะมีใครหน้าไหนมาบังอาจตั้งตัวเป็นคู่ต่อสู้ของอภิมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาได้ มันมองไม่เห็นอันตรายที่จะคุกคามความสงบและเสถียรภาพของโลกได้เลย</p>
<p>จึงไม่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจอันใดเลยเมื่อสหรัฐอเมริกาปราบกองทัพของซัดดัม ฮุสเซน ในสงครามที่ชื่อว่า &#8220;พายุทะเลทราย&#8221; ได้สำเร็จด้วยความเหนือกว่าหลายขุมของอาวุธเทคโนโลยี เมื่อเสียเวลาเพียงประมาณ 3 สัปดาห์และทหารอเมริกันเสียชีวิตเพียงไม่กี่สิบคน ย่อมทำให้ประธานาธิบดีบุช (ผู้พ่อ) ประกาศอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมเกินร้อยว่า &#8220;เรากำลังจัดระเบียบโลกใหม่&#8221; โดยผู้นำอเมริกันคิดว่าเขาสามารถควบคุมโลกให้เดินไปตามเส้นทางที่วอชิงตันกำหนดไว้ได้โดยไม่มีการหักเหออกจากทิศทางที่วอชิงตันกำหนดไว้</p>
<p>แต่โลกที่เป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ สหรัฐอเมริกาแม้จะมีอำนาจทางการเมือง ทางการทหารและทางวัฒนธรรมก็ไม่สามารถสนตะพายโลกแล้วจูงไปตามเส้นทางที่ตนเองปรารถนาได้</p>
<p>มันมีปัจจัยตัวแปรต่างๆ ที่สำคัญ เช่น digitalization, individualization ของโลก ซึ่งได้มีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกันไปมาของเหตุการณ์ด้านต่างๆ ที่ก่อกำเนิดสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง จนทำให้นักวิชาการในสาขาต่างๆ หันมาศึกษาค้นคว้าโลกที่สลับซับซ้อนยุ่งเหยิงไร้ระเบียบ เพื่อรับมือในการอยู่กับโลกที่วุ่นวายนี้ให้ได้</p>
<p>ในการประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมไซเบอร์เนติกทางเศรษฐศาสตร์และสังคม เมื่อวันที่</p>
<p>4-5 ตุลาคม 2534 ที่เมืองอาเชน (Aachen) ประเทศเยอรมนี ศาสตราจารย์ไฮโย ริกมันน์ (Heijo Rieckmann) แห่งสถาบันเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยคลาเก้นเฟิร์ต (Klagenfurt) ประเทศออสเตรีย ได้พูดประโยคสำคัญในการสัมมนาทางวิชาการดังนี้ &#8220;เราได้ก่อสร้างโลกที่ซับซ้อน อ่อนไหวและตื่นตระหนกง่ายขึ้นมาแล้ว&#8221;</p>
<p>ศาสตราจารย์ไฮโยมองเห็นว่า &#8220;เรายิ่งมีอำนาจทางเทคโนโลยีมากขึ้นเท่าใด อำนาจในการควบคุมยิ่งลดลงไปเท่านั้น และความเสี่ยงยิ่งสูงเพิ่มเป็นเงาตามตัวด้วย&#8221; ความอหังการของมนุษย์ ซึ่งมีกระบวนทัศน์เก่าครอบงำอยู่กว่า 200 ปีที่มองเห็นโลกเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่เราสามารถควบคุมระบบการทำงานของมัน ให้เดินไปตามตรรกะของเหตุและผลที่เป็นเชิงเส้นกำลังคลอนแคลนอย่างถึงรากถึงโคน</p>
<p>ชาร์ลส์ แฮนดี้ (Charles Handy) ชาวอังกฤษผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น &#8220;ปราชญ์แห่งการบริหารจัดการ&#8221; ได้เขียนถึงโลกที่ขัดแย้ง และสวนทางกัน หรือโลกปฏิทรรศน์ (world of paradox) ไว้ในหนังสือ &#8220;คิดใหม่เพื่ออนาคต&#8221; (Rethink the Future) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2540 เขาให้ทรรศนะว่าเราจำเป็นต้องมี &#8220;สัมผัสใหม่&#8221; เพื่อเอาตัวให้รอดในโลกที่เป็นอนิจจัง</p>
<p>ในบทความ &#8220;ค้นหาญาณในความไม่แน่นอน&#8221; (Finding Sense in Uncertainty) ชาร์ลส แฮนดี้ ย้ำว่า &#8220;เรามีชีวิตอยู่ในห้วงเวลาที่สับสนยิ่ง เพราะเงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ที่ก่อกำเนิดโครงสร้างแห่งชีวิตของเรานั้นได้ปลาสนาการไปแล้ว อนาคตข้างหน้าไม่มีใครมากำหนดมันเป็นไปได้ตายตัว แม้กระทั่งวิทยาศาสตร์ยังพูดถึงผลกระทบผีเสื้อ ซึ่งเรื่องเล็กๆ สามารถสร้างผลสะเทือนใหญ่บานปลายอย่างไม่มีใครคาดถึงได้ ดูไปแล้วมันเป็นเรื่องน่าห่วงเพราะเรากำลังอยู่ในช่วงของความยากลำบาก โลกไม่มีเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอีกต่อไป</p>
<p>แต่ถ้ามองจากอีกมุมหนึ่งของโลกปฏิทรรศน์ในความไม่แน่นอนมันก็เป็นโอกาสของการเกิดสิ่งใหม่ที่เราสามารถทำให้มันแตกต่างออกไปจากเดิมได้ หนทางสำคัญในการ</p>
<p>สร้างอนาคตให้แก่ตัวเราเอง ให้แก่องค์กรและสังคมนั้น มันไม่ได้อยู่กับใครที่ไหน มันอยู่ที่ตัวของเราเอง&#8221;</p>
<p>เราคงไม่ต้องอ้างนักวิชาการ หรือนักวิทยาศาสตร์คนใดมาเป็นหลักฐานยืนยันว่าโลกมันวุ่นวาย ไร้ระเบียบ ปั่นป่วน และเปลี่ยนแปลงฉับพลันอย่างคาดไม่ถึง เพราะเหตุการณ์ เช่น การถล่มตึกเวิรลด์เทรดฯในกรุงนิวยอร์กของคนในเครือข่ายของบินลาเดนเมื่อเดือนกันยายน 2544 การแพร่ระบาดของโรคซาร์ส และโรคระบาดไข้หวัดนกในทวีปเอเชีย ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คนในที่ต่างๆ รวมไปถึงการระบาดของระเบิดพลีชีพและกิจการร้ายในทุกทวีป</p>
<p>สิ่งเหล่านี้คนไทยเคยได้ดูได้ฟังจากโทรทัศน์ วิทยุ และอ่านในหนังสือพิมพ์ แต่บัดนี้มันได้เข้ามาสู่ชีวิตประจำวันของเราแล้ว จากเหตุร้ายรายวันใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาสู่การวางระเบิดที่สนามบินหาดใหญ่และโรงแรมในจังหวัดสงขลา มันล้วนเป็นประจักษ์พยานของอันตรายอันมาจากความรุนแรงต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ ซึ่งเราคิดว่ามัน จะเกิดกับประเทศอื่น ความรุนแรงดังกล่าวเรา ไม่เคยอยู่ในจิตนาการมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นใน</p>
<p>ประเทศไทย</p>
<p>ในโลกใบเดียวที่เชื่อมโยงกันราวเป็นหมู่บ้านเดียวกัน ผลกระทบมันวิ่งถึงกันเร็วจี๋ ดูกรณีคลื่นยักษ์สึนามิที่ก่อตัวที่อินโดนีเซียกวาดล้างชีวิตผู้คนนับแสน ยังกระทบมาถึงความตายของคนหลายพันคนในฝั่งทะเลอันดามันของไทยได้</p>
<p>ประโยคที่ว่า &#8220;มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย มันมีแต่ในประเทศอื่น&#8230; มันคงจะไม่เกิดขึ้นกับเรา&#8221; จะนำมาใช้ไม่ได้อีกต่อไป<br />
คัดจาก www.matichon.co.th<br />
บทความพิเศษ โดย ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์</p>
<input type="hidden" id="url37" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80.html" />
					<input type="hidden" id="com37" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%9e%e0%b8%b8%e0%b8%97%e0%b8%98%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%aa-%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80.html">“พุทธทาส” กับทฤษฎีไร้ระเบียบ 1.โลกไร้ระเบียบของวันนี้และวันพรุ่ง</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ทฤษฏีไร้ระเบียบ(Chaos Theory)</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8f%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9achaos-theory.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258f%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%259achaos-theory</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 17 Nov 2008 09:54:32 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=35</guid>

					<description><![CDATA[<p>ถ้าจะหา ทฏษฏีที่อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในเชิงโครงสร้างกว้างๆในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง ชีวิต การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ระบบโลก ฯลฯ ทฤษฏี Chaos Theory หรือที่เรียกเป็นไทยว่า &#8220;ทฤษฎีไร้ระเบียบ&#8221; หรือ &#8220;ทฤษฏีโกลาหล&#8221; (แต่ส่วนใหญ่จะเรียกว่า ทฤษฎีไร้ระเบียบมากว่า) ดูจะเป็นทฤษฎีที่ให้ภาพได้ชัดเจนแจ่มชัดและครอบคลุมที่สุด ณ ขณะนี้ ก่อนจะเข้า ทฤษฏี &#8220;ไร้ระเบียบ&#8221; ทำความเข้าใจกับคำ &#8220;ระเบียบ&#8221; ก่อน ระเบียบ (Order) เป็นศัพท์เชิงเทคนิค ความหมายอธิบายง่ายๆก็คือ รูปแบบ ระบบหรือ แบบแผน อาทิ รูปแบบสังคม รูปแบบการดำเนินชีวิต รูปแบบการเมือง ฯลฯ Order หรือ ระเบียบ มีทั้งระเบียบในธรรมชาติ เช่น กฏธรรมชาติต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนจากหนอนเป็นผีเสื้อ, วิวัฒนาการของสัตว์, น้ำกลายเป็นน้ำแข็งที่อุณหภูมิ 0 องศา ฯลฯ ซึ่งเป็นกฏถาวรไม่เปลี่ยนแปลง [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8f%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9achaos-theory.html">ทฤษฏีไร้ระเบียบ(Chaos Theory)</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ถ้าจะหา ทฏษฏีที่อธิบายปรากฏการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆในเชิงโครงสร้างกว้างๆในทุกๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง ชีวิต การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ระบบโลก ฯลฯ ทฤษฏี Chaos Theory หรือที่เรียกเป็นไทยว่า &#8220;ทฤษฎีไร้ระเบียบ&#8221; หรือ &#8220;ทฤษฏีโกลาหล&#8221; (แต่ส่วนใหญ่จะเรียกว่า ทฤษฎีไร้ระเบียบมากว่า) ดูจะเป็นทฤษฎีที่ให้ภาพได้ชัดเจนแจ่มชัดและครอบคลุมที่สุด ณ ขณะนี้</p>
<p>ก่อนจะเข้า ทฤษฏี &#8220;ไร้ระเบียบ&#8221; ทำความเข้าใจกับคำ &#8220;ระเบียบ&#8221; ก่อน</p>
<p>ระเบียบ (Order) เป็นศัพท์เชิงเทคนิค ความหมายอธิบายง่ายๆก็คือ รูปแบบ ระบบหรือ แบบแผน อาทิ รูปแบบสังคม รูปแบบการดำเนินชีวิต รูปแบบการเมือง ฯลฯ</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/wp-content/uploads/2008/11/Fractal_Ultra.jpg"><img loading="lazy" class="aligncenter size-full wp-image-575" src="https://sunday.tripinchiangmai.com/wp-content/uploads/2008/11/Fractal_Ultra.jpg" alt="Fractal_Ultra" width="438" height="288" srcset="https://sunday.tripinchiangmai.com/wp-content/uploads/2008/11/Fractal_Ultra.jpg 438w, https://sunday.tripinchiangmai.com/wp-content/uploads/2008/11/Fractal_Ultra-300x197.jpg 300w" sizes="(max-width: 438px) 100vw, 438px" /></a></p>
<p>Order หรือ ระเบียบ มีทั้งระเบียบในธรรมชาติ เช่น กฏธรรมชาติต่างๆ อาทิ การเปลี่ยนจากหนอนเป็นผีเสื้อ, วิวัฒนาการของสัตว์, น้ำกลายเป็นน้ำแข็งที่อุณหภูมิ 0 องศา ฯลฯ ซึ่งเป็นกฏถาวรไม่เปลี่ยนแปลง และระเบียบสมมุติที่มนุษย์สร้างขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย.. ตัวอย่าง เช่น กรณี&#8230;เมื่อระบบการปกครองการเมืองแบบเก่าล้าหลังไม่มีประสิทธิภาพ-ไม่ก้าวหน้า ไม่สอดคล้องกับสภาพและเหตุปัจจัยอื่นๆที่ได้เปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่สามารถทนทานอยู่ได้ ในที่สุดก็จะต้องมีการปรับรูปแบบ แต่การเปลี่ยนระเบียบจากเก่าไปใหม่นั้นโดยทั่วๆไปนั้นก็ใช่ว่าจะเปลี่ยนกันแบบง่ายๆดื้อๆหักดิบได้ ต้องมีช่วงเปลี่ยนผ่านไปก่อนนั้นคือ ช่วงของ Chaos!! หรือภาวะไร้ระเรียบเกิดขึ้นก่อนเสมอ อาจมีการต่อสู้กันระหว่าง กลุ่มการเมืองระบบเก่ากับระบบใหม่ ช่วงชิงกัน สลับกันแพ้ชนะ จนในที่สุดสิ่งที่ล้าหลังกว่าไม่มีประสิทธิภาพก็ต้องล้มหายตายจากไป เปิดทางให้สิ่งใหม่ที่ดีกว่าก็เข้ามาแทนที่ ตรงจุดนี้จะเห็นว่าสอดคล้องกับทฏษฎี การคัดเลือกตามธรรมชาติของ ดาร์วิน</p>
<p>ลำดับการเปลี่ยนแปลงในทฤษฏีไร้ระเบียบ มีโดยย่อ ดังนี้</p>
<p>1.ระเบียบเดิม</p>
<p>2.ดำเนินไปเรื่อยๆอย่างราบเรียบ จนเมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องเปลี่ยนแปลง&#8230;</p>
<p>3.ไร้ระเบียบโกลาหล</p>
<p>4.ทางแพร่ง</p>
<p>5.จัดตั้งระเบียบใหม่ : ตรงจุดที่เกิดระเบียบใหม่นี้บางทีเมื่อเราเห็นการเปลี่ยนแปลงใหม่เกิดขึ้น เราอาจคิดว่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน แบบผ่าเหล่า(Mutation) แต่ในความเป็นจริง ย่อมมีเหตุที่ค่อยๆก่อตัวค่อยๆเปลี่ยนมาแล้วก่อนหน้า ตามขั้นตอนข้อ 1-3 ที่มีมาอยู่ก่อน เพียงแต่เราอาจไม่รู้ตัว ให้ความใส่ใจน้อยหรือไม่มีความรู้พอ เช่น กรณีการเกิด สึนามิ ดูเหมือนเกิดแบบ ฉับพลัน แต่จริง แผ่นเปลือกโลก ได้ค่อยๆเปลี่ยนแปลงเคลื่อนตัวมานานแล้ว จนเมื่อเคลื่อนที่ถึงจุดหนึ่งก็เกิดผลเป็น สึนามิ</p>
<p>6.ระเบียบใหม่ (ซึ่งจะกลายเป็นระเบียบเก่าในเวลาต่อมา)</p>
<p>7.ระเบียบเริ่มสั่นคลอน เริ่มเข้าสู่ความไร้ระเบียบ(เข้าสู่วงจรเดิมจากข้อ 1-3)</p>
<p>ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆในชีวิตประจำวัน เช่น</p>
<p>1.เริ่มเข้าเรียนมหาลัย (เข้าสู่ระเบียบ)</p>
<p>2.เรียนๆไปเรื่อยๆ จะเห็นว่าช่วงนี้โดยรวมจะเป็นไปอย่างสงบราบเรียบ</p>
<p>3.เรียนปีสุดท้ายจบการศึกษา ชีวิตเริ่มวุ่นวายโกลาหล เพราะต้องหางานทำ ย้ายที่อยู่ ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเริ่มเกิดขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดทางเลือกที่ต้องตัดสินใจ ที่เรียกในขั้นต่อไปว่า &#8220;ทางแพร่ง&#8221;</p>
<p>4.พบทางแพร่ง ตอนนี้สำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดหน้าตาของระเบียบใหม่คือ ต้องเลือกในหลายด้านเช่น จะทำงานก่อน หรือ เรียนต่อ หรือ บวช หรือ แต่งงานก่อน ฯลฯ สมมุติถ้าเลือกที่จะทำงาน ก็จะมีทางแพร่งซ้อน เช่น จะเลือกที่ไหน งานแบบไหน ฯลฯ</p>
<p>5.หลังจากเลือกจาก ข้อ 4.ได้แล้ว สมุมุติว่าเลือกที่จะทำงานในบริษัท ก็ต้องละทิ้งระเบียบเก่า คือการเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เริ่มค่อยจัดตั้งเข้าสู่ ชีวิตการทำงานในระบบลูกจ้าง จึงต้องมีการค่อยปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตในหลายด้าน</p>
<p>6.ถึงขั้นนี้ก็ได้มีชีวิตเป็น พนักงานบริษัท อย่างสมบูรณ์ ซึ่งจะดำเนินไปเรื่อย อย่างราบเรียบสงบ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอื่นๆเข้ามา&#8230;</p>
<p>7.เริ่มเบื่อ และเห็นว่า ชีวิตลูกจ้างไม่ก้าวหน้าไม่อิสระเลยคิดลาออก มาทำกิจการส่วนตัวจากตัวอย่างที่ยก เมื่อมาถึงข้อ 7. ก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม คือ เข้าสู่ ความโกลาหล ต้องลาออกจากงาน ย้ายที่อยู่ กู้เงินทำธุรกิจ ฯลฯ</p>
<p>จะพบว่า จุดสำคัญที่จะกำหนดชีวิตเป็น order ไหน มีอยู่ 2 จุดคือ จุดไร้ระเบียบ และ ทางแพร่ง คือ ถ้าไม่มีจุดที่ ไร้ระเบียบโกลาหล ก็จะไม่มีการริเริ่มเปลี่ยนแปลง (อย่างน้อยที่สุดก็ โกลาหลทางความคิด) ส่วนทางแพร่ง เป็นจุดที่ต้องตัดสินใจว่า จะเอาแบบไหนจะไปซ้ายหรือขวา!! เลือกดีก็ดีไป แต่ถ้าพลาดก็อาจเจ็บตัวยาว!! และจุดทางแพร่งนี้ เป็นจุดที่อ่อนไหวมาก ปัจจัยที่อาจดูเล็กน้อย ไม่สำคัญ อาจเป็นเหตุหลักให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ที่เรียกว่า Butterfly effect : ผีเสื้อกระพือปีกก่อให้เกิดพายุใหญ่ หรือ &#8220;เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว&#8221; เช่นช่วงเวลาที่กำลังตัดสินใจเลือกงานในบริษัทแห่งใดแห่งหนึ่ง บังเอิญเกิดไปนั้งรถไฟฟ้า แล้วได้ยินคนข้างๆคุยกันถึงบริษัทที่เรากำลังเลือกแห่งหนึ่งว่า &#8220;ตอนดึกๆมีผีดุ&#8221; เรื่องเล็กแค่นี้ เราอาจโลเลที่จะตกลงเลือกทำงานที่นี้แล้ว ถึงแม้เราไม่ได้สนใจเรื่องผีก็ตาม</p>
<p>ที่มา : ray-wat.blogspot.com</p>
<input type="hidden" id="url35" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8f%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9achaos-theory.html" />
					<input type="hidden" id="com35" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8f%e0%b8%b5%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%9achaos-theory.html">ทฤษฏีไร้ระเบียบ(Chaos Theory)</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เอกสารอ้างอิง และหนังสืออ่านประกอบ</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2587-%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b7</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Nov 2008 09:51:41 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=33</guid>

					<description><![CDATA[<p>1. Kl Aihara and R. Katayama, “Chaos Engineering in Japan”, Communications of the ACM, Vol 38 No 1, November 1995 (กล่าวถึงการประยุกต์ทฤษฎีความโกลาหลในด้านวิศวกรรม โดยเน้นผลงานในญี่ปุ่น จากที่มีความเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุดคนหนึ่งในญี่ปุ่น) 2. W. Ditto and T. Munakata, “Principles and Applications of Chaotic Systems,Communications of the ACM, Vol 38 No 1, November 1995 (กล่าวถึงทฤษฎีความโกลาหลและการประยุกต์ใช้อย่างกว้าง ๆ และค่อนข้างเข้าใจง่าย) 3. J. Gleick, “Chaos: Making a New Science”, [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7.html">เอกสารอ้างอิง และหนังสืออ่านประกอบ</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>1. Kl Aihara and R. Katayama, “Chaos Engineering in Japan”, Communications of the ACM, Vol 38 No 1, November 1995 (กล่าวถึงการประยุกต์ทฤษฎีความโกลาหลในด้านวิศวกรรม โดยเน้นผลงานในญี่ปุ่น จากที่มีความเข้าใจเรื่องนี้ดีที่สุดคนหนึ่งในญี่ปุ่น)<br />
2. W. Ditto and T. Munakata, “Principles and Applications of Chaotic Systems,Communications of the ACM, Vol 38 No 1, November 1995 (กล่าวถึงทฤษฎีความโกลาหลและการประยุกต์ใช้อย่างกว้าง ๆ และค่อนข้างเข้าใจง่าย)<br />
3. J. Gleick, “Chaos: Making a New Science”, Penguin, 1987 (กล่าวถึงการก่อกำเนิดของทฤษฎีความโกลาหลได้อย่างมีชีวิตชีวา ด้วยภาษาอ่านง่ายชวนติดตาม เป็นงาน popularscience ที่ดีมาก)<br />
4. D. Gulick, “Encouter with chaos”, McGraw-Hill, 1992 (ปูพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของทฤษฎีความโกลาหลได้อย่างเข้าใจง่ายและกะทัดรัด เป็นตำราเรียนขั้นต้นที่ดี<br />
5. B. LeBaron, “Chaos and Nonlinear Forcastability in Economics and Finance”,Proc. Of the Royal Society, forthcoming, (สำรวจงายวิจัยด้านการประยุกต์ใช้ทฤษฎีความโกลาหลในเศรษฐศาสตร์มหาภาค และ การเงินได้กะทัดรัด และค่อนข้างครอบคลุม)<br />
6. Nonlinear Science FAQ, (สรุปคำถามว่าด้วย ทฤษฎีความโกลาหล ทฤษฎีแบบไม่เป็นเชิงเส้น และทฤษฎีระบบซับซ้อนได้กะทัดรัด ด้วยภาษาที่รัดกุมและเข้าใจง่าย)<br />
7. Fractal FAQ, (สรุปคำถามว่าด้วย ทฤษฎีแฟรกตัลได้กะทัดรัด ด้วยภาษาที่รัดกุมและเข้าใจง่าย)<br />
8. ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์, “ทฤษฎีความไร้ระเบียบ กับทางแพร่งของสังคมสยาม”, สำนักพิมพ์ภูมิปัญญา, 2537 (กล่าวถึงทฤษฎีความโกลาหลได้อย่างค่อนข้างถูกต้อง มีจุดเด่นที่สรุปการประยุกต์ใช้ทฤษฎีนี้ในด้านสังคมศาสตร์ในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมัน ซึ่งหาอ่านจากที่อื่นยากไว้ได้อย่างเข้าใจง่าย)<br />
9. ยุค ศรีอาริยะ, “โลกาภิวัตน์ 2000 ว่าด้วยประวัติย่อทางเวลาทางสังคมศาสตร์”, ใน“โลกาภิวัตน์ 2000”, บริษัทไอโอนิค อินเตอร์เทรด รีซอสเซส, 2537 (กล่าวถึงทฤษฎีความโกลาหลอย่างค่อนข้างไขว้เขว แต่มีมุมมองด้านสังคมศาสตร์ที่น่าสนใจหลายอย่างแม้จะเขียนด้วยภาษาเทศนาก็เต็มไปด้วยอารมณ์)</p>
<p>เอกสารอ้างอิงโดย : ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์</p>
<input type="hidden" id="url33" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7.html" />
					<input type="hidden" id="com33" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%ad%e0%b8%b4%e0%b8%87-%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7.html">เอกสารอ้างอิง และหนังสืออ่านประกอบ</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การประยุกต์ใช้ทฤษฎีความโกลาหลในสังคมไทย</title>
		<link>https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2-2.html?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2595%25e0%25b9%258c%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25a4%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%258e%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2-2</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 16 Nov 2008 09:50:19 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Chaos]]></category>
		<category><![CDATA[Chaos Theory]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีความโกลาหล]]></category>
		<category><![CDATA[ทฤษฎีไร้ระเบียบ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมไทย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://sunday.tripinchiangmai.com/?p=31</guid>

					<description><![CDATA[<p>เป็นการประยุกต์ที่แตกต่างกับวงการวิชาการโลกโดยสิ้นเชิง คือ ไม่พบการประยุกต์ในด้านวิทยาศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์เลย แต่พบในด้านการอธิบายสังคม อนึ่ง การประยุกต์ใช้ทฤษฎีดังกล่าวในประเทศไทยมักเป็นไปอย่างหละหลวม กล่าวคือมักเป็นการหยิบยืมเอาเฉพาะแนวความคิดบางอย่างในทฤษฎีนี้ ไปจับกับสิ่งที่ต้องการศึกษา เช่น ระบบการเมือง หรือระบบสังคมเพื่อหามุมมองใหม่ หรือเพียงใช้ภาษาของทฤษฎีนี้เพื่อสื่อสารที่ตนต้องการจะสื่ออยู่แล้วออกมาในรูปใหม่ที่ทำให้คนฟังฉงนฉงายเท่านั้น การอ่านงานเหล่านี้จึงต้องอ่านอย่างยอมรับเงื่อนไขนี้ก่อน (มิฉะนั้นจะเกิดอาการหงุดหงิดอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับผม)ตัวอย่างของ การประยุกต์ทฤษฎีความโกลาหล ในการอธิบายสังคมไทยที่ผมพบในภาษาไทยได้แก่งานเขียนของ ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ และของยุค ศรีอาริยะในหนังสือ “ทฤษฎีความไร้ระเบียบ กับทางแพร่งของสังคมสยาม” ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ได้ยืมแนวความคิดจากทฤษฎีความโกลาหลมาวิเคราะห์สังคมไทย โดยถือตามแนวคิดของ Ervin Laszloว่า สังคมใด ๆ ล้วนเป็นระบบพลวัตรแบบห่างไกลความสมดุล ซึ่งน่าจะมีความหมายเหมือนกับระบบแบบโกลาหลที่เรากล่าวถึงข้างต้น อย่างที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า เรายังไม่มีเครื่องมือทั่วไปใด ๆ ที่ช่วยตัดสินว่าระบบใดระบบหนึ่งเป็นระบบโกลาหลหรือไม่ การทึกทักว่าสังคมใด ๆ รวมทั้งสังคมไทยเป็นระบบแบบโกลาหล จึงเป็นการก้าวกระโดดทางความคิดที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน แต่ในเบื้องต้นเราอาจยอมรับมันไว้ก่อนเพื่อดูว่ามันจะนำไปสู่ข้อสรุปใดข้อสรุปหลักของชัยวัฒน์ก็คือ การชี้เตือนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้การโจมตีของคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงลูกต่าง ๆ ทั้งในระดับโลกและภายในสังคมไทยเอง ซึ่งทำให้สังคมไทยเข้าสู่สภาพโกลาหลและกำลังอยู่ในทางแพร่ง (bifurcation) (ทางแพร่งเป็นอีกแนวความคิดหนึ่งในทฤษฎีความโกลาหล) การตัดสินใจในอนาคตอันใกล้นี้จึงมีความสำคัญ อย่างไรก็ตามข้อสรุปนี้ไม่ได้มีเนื้อหาใหม่แต่อย่างใด และสามารถสื่อออกมาได้โดยภาษาทั่วไปโดยไม่ต้องอ้างอิงกับทฤษฎีโกลาหลเลยผมมีความเห็นว่าบทความดังกล่าวก็ยังมีประโยชน์ที่ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของทัศนะแม่บทของการคิดตามแบบเชิงเส้นและแบบกลไก เพราะทฤษฎีความโกลาหลทำให้เราตระหนักว่าธรรมชาตินั้นซับซ้อนเกินกว่าการคิดแบบเชิงเส้นจะสามารถทำความเข้าใจได้ แต่ปัญหาก็คือ ทฤษฎีความโกลาหลไม่ได้ให้ลายแทงแก่เราถึงวิธีการจัดการกับสังคมที่เป็นรูปธรรมเลย [&#8230;]</p>
The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2-2.html">การประยุกต์ใช้ทฤษฎีความโกลาหลในสังคมไทย</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เป็นการประยุกต์ที่แตกต่างกับวงการวิชาการโลกโดยสิ้นเชิง คือ ไม่พบการประยุกต์ในด้านวิทยาศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์เลย แต่พบในด้านการอธิบายสังคม อนึ่ง การประยุกต์ใช้ทฤษฎีดังกล่าวในประเทศไทยมักเป็นไปอย่างหละหลวม กล่าวคือมักเป็นการหยิบยืมเอาเฉพาะแนวความคิดบางอย่างในทฤษฎีนี้ ไปจับกับสิ่งที่ต้องการศึกษา เช่น ระบบการเมือง หรือระบบสังคมเพื่อหามุมมองใหม่ หรือเพียงใช้ภาษาของทฤษฎีนี้เพื่อสื่อสารที่ตนต้องการจะสื่ออยู่แล้วออกมาในรูปใหม่ที่ทำให้คนฟังฉงนฉงายเท่านั้น การอ่านงานเหล่านี้จึงต้องอ่านอย่างยอมรับเงื่อนไขนี้ก่อน (มิฉะนั้นจะเกิดอาการหงุดหงิดอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับผม)ตัวอย่างของ การประยุกต์ทฤษฎีความโกลาหล ในการอธิบายสังคมไทยที่ผมพบในภาษาไทยได้แก่งานเขียนของ ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ และของยุค ศรีอาริยะในหนังสือ “ทฤษฎีความไร้ระเบียบ กับทางแพร่งของสังคมสยาม” ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ได้ยืมแนวความคิดจากทฤษฎีความโกลาหลมาวิเคราะห์สังคมไทย โดยถือตามแนวคิดของ Ervin Laszloว่า สังคมใด ๆ ล้วนเป็นระบบพลวัตรแบบห่างไกลความสมดุล ซึ่งน่าจะมีความหมายเหมือนกับระบบแบบโกลาหลที่เรากล่าวถึงข้างต้น อย่างที่กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า เรายังไม่มีเครื่องมือทั่วไปใด ๆ ที่ช่วยตัดสินว่าระบบใดระบบหนึ่งเป็นระบบโกลาหลหรือไม่ การทึกทักว่าสังคมใด ๆ รวมทั้งสังคมไทยเป็นระบบแบบโกลาหล จึงเป็นการก้าวกระโดดทางความคิดที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน แต่ในเบื้องต้นเราอาจยอมรับมันไว้ก่อนเพื่อดูว่ามันจะนำไปสู่ข้อสรุปใดข้อสรุปหลักของชัยวัฒน์ก็คือ การชี้เตือนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้การโจมตีของคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงลูกต่าง ๆ ทั้งในระดับโลกและภายในสังคมไทยเอง ซึ่งทำให้สังคมไทยเข้าสู่สภาพโกลาหลและกำลังอยู่ในทางแพร่ง (bifurcation) (ทางแพร่งเป็นอีกแนวความคิดหนึ่งในทฤษฎีความโกลาหล) การตัดสินใจในอนาคตอันใกล้นี้จึงมีความสำคัญ อย่างไรก็ตามข้อสรุปนี้ไม่ได้มีเนื้อหาใหม่แต่อย่างใด และสามารถสื่อออกมาได้โดยภาษาทั่วไปโดยไม่ต้องอ้างอิงกับทฤษฎีโกลาหลเลยผมมีความเห็นว่าบทความดังกล่าวก็ยังมีประโยชน์ที่ชี้ให้เห็นจุดอ่อนของทัศนะแม่บทของการคิดตามแบบเชิงเส้นและแบบกลไก เพราะทฤษฎีความโกลาหลทำให้เราตระหนักว่าธรรมชาตินั้นซับซ้อนเกินกว่าการคิดแบบเชิงเส้นจะสามารถทำความเข้าใจได้ แต่ปัญหาก็คือ ทฤษฎีความโกลาหลไม่ได้ให้ลายแทงแก่เราถึงวิธีการจัดการกับสังคมที่เป็นรูปธรรมเลย นอกจากย้ำถึงความสำคัญของการมองแบบไม่เป็นเชิงเส้น ไม่เป็นกลไก หรือที่เรียกว่ามองแบบองค์รวม เท่านั้นสิ่งที่ผมรู้สึกชอบมากที่สุดในผลงานดังกล่าวก็คือ แนวความคิดเรื่อง “จุดคานงัดของสังคม”ซึ่งทฤษฎีความโกลาหลช่วยชี้ให้เห็นว่า ในระบบที่ไวต่อสภาวะตั้งต้นนั้น การกระทำเพียงเล็กน้อยอาจเกิดสะเทือนมากได้ เหมือนกับผลกระทบผีเสื้อ หรือเหมือนกับการงัดเบาๆ คานก็อาจเคลื่อนไหวได้ หากเราสามารถรู้ว่า “จุดคานงัด” ดังกล่าวนั้นอยู่ที่ใด แนวความคิดนี้จึงเป็นการประกาศถึงศักยภาพของปัจเจกชน ในการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทางที่ดีขึ้น เพราะผลการกระทำของปัจเจกชนคนเดียว แม้เป็นเหมือนการกระพือปีกของผีเสื้อตัวเล็ก ๆ ก็ยังมีโอกาสทำให้ฝนตกได้ส่วนในบทความ “โลกาภิวัตน์ 2000 ว่าด้วยประวัติย่อทางเวลาสังคมศาสตร์” ของ ดร.เทียนชัย วงศ์ชัยสุวรรณ ซึ่งใช้ในนามปากกาว่า “ยุค ศรีอาริยะ” การใช้คำว่า “ความโกลาหล” ในทฤษฎีความโกลาหลถูกแปรความหมายให้เหมือนกับคำว่า ความวุ่นวาย หรือมิกสัญญี ดังที่กล่าวว่า “ผมคิดว่าการเปลี่ยนจากยุคอุตสาหกรรมสู่ยุคหลังอุตสาหกรรมนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่สภาวะห่งการไรระเบียบ (chaos) อย่างรุนแรง หรือที่คนไทยเรียกกันว่า กลียุค” หรือในประโยคที่ว่า“ปัจจุบันได้เกิดทฤษฎี chaos ขึ้นมาทฤษฎีนี้คาดเดาว่า โลกกำลังเคลื่อนตัวสู่วิกฤติที่รุนแรง” ซึ่งอ่านถึงตรงนี้ ผู้อ่านทุกท่านคงได้เห็นว่า เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนมาก จึงไม่จำเป็นที่จะต้องขยายความเพิ่มแต่อย่างใดได้โปรดเถอะ อย่านำ “มิคสัญญี” มาสู่ทฤษฎีความโกลาหลอันงดงาม ด้วยการประยุกต์ใช้แบบนสะเพร่าอีกต่อไปเลย!</p>
<p>เอกสารอ้างอิงโดย : ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์</p>
<input type="hidden" id="url31" class="posturl" value="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2-2.html" />
					<input type="hidden" id="com31" class="postcom" value="0" />The post <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%95%e0%b9%8c%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%a4%e0%b8%a9%e0%b8%8e%e0%b8%b5%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2-2.html">การประยุกต์ใช้ทฤษฎีความโกลาหลในสังคมไทย</a> first appeared on <a href="https://sunday.tripinchiangmai.com">SunDay</a>.]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
